กทม.แจงยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน เหตุงบเวนคืนพุ่ง 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่ากักเก็บน้ำ

กทม.แจงยกเลิกแก้มลิงคู้บอน-บางชัน เหตุงบเวนคืนพุ่ง 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่ากักเก็บน้ำ

กรุงเทพมหานครแถลงชี้แจงกรณีการยกเลิกโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยยืนยันว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชนรายใด แต่เป็นผลจากการประเมินความคุ้มค่าด้านงบประมาณและต้นทุนการเวนคืนที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่สามารถกักเก็บได้จริง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม เจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ (TEAM GROUP) ร่วมแถลงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า กทม. ได้ปรับแผนมุ่งเน้นการพัฒนาระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น โครงการอุโมงค์ยักษ์และบึงหนองบอน ซึ่งมีความจุขนาดใหญ่และสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืนกว่า

ต้นทุนเวนคืนพุ่งทะยาน

โครงการแก้มลิง 6 จุด เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2554-2556 ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนช.) มีมติให้นำน้ำผ่านพื้นที่นอกคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครในอัตรา 110 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อมาบริษัทที่ปรึกษาได้เสนอให้สร้างแก้มลิง 6 จุดในพื้นที่เอกชน เช่น คู้บอนและบางชัน แต่โครงการต้องเผชิญปัญหาการเวนคืนที่ดินจากการคัดค้านของเจ้าของพื้นที่

ในอดีตเมื่อปี 2556 การคำนวณงบประมาณอ้างอิงตามราคาประเมินของกรมที่ดินซึ่งต่ำมากเพียงประมาณ 324 ล้านบาท แต่เมื่อกระบวนการยืดเยื้อมาถึงช่วงหลังปี 2560 และต้องอ้างอิงราคาตลาด ปรากฏว่าราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทะยานขึ้นไปถึง 11,000 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าที่ดิน ค่าปรับปรุงคลองเข้า-ออก อาคาร ประตูน้ำ และสถานีสูบน้ำ

ความจุน้อยเกินไป

ด้านความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ แก้มลิงคู้บอนสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่บางชันเก็บได้ราว 250,000 ลูกบาศก์เมตร รวม 2 จุดเก็บน้ำได้ราว 700,000-750,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เมื่อเทียบกับกรณีฝนตกหนักที่มีปริมาณน้ำนอกคันกั้นสูงถึงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจะเต็มแก้มลิงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถรับเพิ่มได้อีก

กทม. จึงประเมินว่ามีความคุ้มค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณระดับหมื่นล้านบาท พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาเป็นไปตามระเบียบและหลักการทางวิศวกรรม ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนแต่อย่างใด

เดินหน้าอุโมงค์ยักษ์-บึงหนองบอน

ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานถาวรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยบึงหนองบอนเป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการปริมาตรน้ำเข้า-ออกได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุรวมเกือบ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าแก้มลิงขนาดเล็กหลายเท่า

ขณะที่อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายหนองบอนก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ช่วยดึงน้ำจากคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองลาดพร้าว เพื่อระบายออกได้อย่างรวดเร็ว บรรเทาปัญหาน้ำท่วมฝั่งตะวันออก เช่น มีนบุรี บางกะปิ ลาดกระบัง กิ่งแก้ว และร่มเกล้า

ส่วนการปรับปรุงระบบคลองหลักและอุโมงค์ยักษ์นั้น รับน้ำผ่านคลองหลัก 4 สายจากตอนเหนือและตะวันออก ได้แก่ คลองถนน ลำหม้อแตก พระยาสุเรนทร์ และสามวา รวมถึงอุโมงค์คลองเปรมประชากรที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยรับน้ำจากตอนเหนือระบายตรงลงแม่น้ำเจ้าพระยา

ระบายน้ำเร็วขึ้นใน 3 วัน

สำหรับมาตรการบริหารจัดการในระยะสั้นและระยะกลาง กทม. ได้บริหารจัดการประตูน้ำเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำจากคลองแสนแสบทะลักลงคลองประเวศฯ เมื่อระดับน้ำสูง พร้อมเร่งผันน้ำออกทางสถานีสูบน้ำพระโขนง คลองสามเสน และอุโมงค์หนองบอน

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ที่มีน้ำท่วมขังในเขตลาดกระบังเป็นเวลานาน ในเหตุการณ์ฝนตกหนักล่าสุด กทม. สามารถระบายน้ำในพื้นที่ให้ลดลงจนเกือบหมดได้ภายใน 3 วัน

ส่วนการคาดการณ์ปริมาณฝนรอบใหม่ จากการประชุมร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนในระลอกถัดไปจะไม่รุนแรง ประมาณ 60 มิลลิเมตร โดย กทม. จะติดตามโมเดลสภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจยกเลิกแก้มลิงคู้บอนและบางชันครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของ กทม. ที่ให้ความสำคัญกับโครงการขนาดใหญ่ที่ให้ความจุน้ำสูงและยั่งยืนกว่า แม้ต้องใช้งบประมาณสูง แต่สามารถป้องกันน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่กว้างและลดความเสี่ยงระยะยาวได้ดีกว่า ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญของเมืองในการรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap