กสิกรไทยชี้ MSME คือกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ จ้างงาน 70% แต่สร้าง GDP แค่ 35%

กสิกรไทยชี้ MSME คือกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ จ้างงาน 70% แต่สร้าง GDP แค่ 35%

ธนาคารกสิกรไทยชี้กลุ่มธุรกิจ MSME เป็นกระดูกสันหลังที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนกว่า 90% ของบริษัททั้งหมด และรองรับการจ้างงานถึง 70% แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP เพียง 35% ต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรอยู่ที่ 40-60% สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจรายย่อยเหล่านี้

ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดยนางขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)

เวทีโลกสะท้อนความเชื่อมั่น

นางขัตติยากล่าวว่าการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง World Bank Annual Meeting เป็นครั้งที่ 2 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย

การประชุมระดับสากลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพของภาคการเงินและสถาบันการเงินไทยให้ทั่วโลกได้เห็น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

สามคอขวดฉุดการเติบโต

นางขัตติยาระบุว่าตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อ SMEs หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งยืนยันถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก โดยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก

ด้านแรกคือความเปราะบางของตัวธุรกิจเอง MSME กำลังเผชิญแรงกระแทกรอบด้าน ทั้งความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ธุรกิจขาดความสามารถในการปรับตัว

ด้านที่สองคือข้อจำกัดด้านข้อมูลและระบบบัญชี ปัจจุบัน MSME ยังคงทำธุรกรรมด้วยเงินสดมากกว่าครึ่ง ประกอบกับส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบบัญชีเล่มเดียว และยังมีการปะปนกันระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ ทำให้ธนาคารขาดข้อมูลเชิงลึกในการประเมินกระแสเงินสดและพฤติกรรมทางการเงินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ

ด้านที่สามคือกับดักต้นทุนการปล่อยสินเชื่อ เมื่อนำต้นทุนเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยงทางเครดิตมารวมกัน พบว่าการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs ของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันแทบจะอยู่ในสภาวะขาดทุนในทุกบาทที่ปล่อยกู้

เดินหน้าพันธมิตรการเงินใหม่

นางขัตติยากล่าวว่า เพื่อทลายคอขวดดังกล่าว ภาคการเงินจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการนำข้อมูลแบบเปิดและข้อมูลทางเลือกมาประมวลผลร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินวิเคราะห์สินเชื่อ

ธนาคารกสิกรไทยพร้อมจับมือกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ในฐานะพันธมิตรที่เข้ามาเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้กู้มาเป็นผู้สนับสนุน โดยให้เงินทุนแก่กลุ่ม Tech Player หรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดีกว่า เพื่อให้การส่งผ่านสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนไปถึงมือ MSME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยครองส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อ SME สูงที่สุดในประเทศที่ประมาณ 28% และยอมรับว่ายังต้องเรียนรู้และพัฒนาการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันพฤติกรรมของลูกค้ารายย่อยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

โอกาสจากคลื่นลงทุนใหม่

นอกจากการสนับสนุนธุรกิจ MSME แล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน โดยมองว่ากระแสการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและระบบ AI ในปัจจุบันถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ประเทศไทยกำลังได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ดี นางขัตติยาย้ำว่าการลงทุนเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น ประเทศไทยต้องเร่งต่อยอดด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สร้างแพลตฟอร์ม AI ของตนเอง รวมถึงขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมชิป เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในระยะสั้น

โมเดลทีมฟุตบอลขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับเป้าหมายใหญ่ในการพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า นางขัตติยาเปรียบเทียบกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเป็นโมเดลทีมฟุตบอลที่ทุกตำแหน่งต้องประสานงานกัน ภายใต้ปรัชญา เป้าชัด ทิศตรง ลงมือทำ

โดยแบ่งหน้าที่เป็น 3 ส่วนหลัก กองหน้าเป็นภาคเอกชน นำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรธุรกิจต่างๆ ทำหน้าที่บุกเสาะหาตลาดใหม่และสร้างยอดขายให้ประเทศ กองกลางคือธนาคารและสถาบันการเงิน ทำหน้าที่สนับสนุนแหล่งเงินทุนและเฟ้นหาธุรกิจศักยภาพสูงทั้งในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมดั้งเดิม และกองหลังคือหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาล ต้องปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องมีการติดตามและวัดผลอย่างใกล้ชิดผ่านตัววัดผลสำเร็จ (KPI) ทั้งวัดผลล่วงหน้าและวัดผลตามหลังในทุกตำแหน่ง หากพบว่าผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที ทั้งหมดนี้เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 3-5% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap