
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
สถานะกองทุนติดลบหนัก
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก โดยยอดติดลบสะสมล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 700 ล้านบาท คาดว่าจะแตะระดับ 1 แสนล้านบาทภายในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569 กระทรวงพลังงานเตรียมแผนกู้เงินรอบใหม่ในวงเงินระดับแสนล้านบาท หลังเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้ถูกนำไปชำระหนี้จนหมดแล้ว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้สถานะกองทุนกลับมาดีขึ้น ยอดติดลบปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านบาท และยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 700 ล้านบาทต่อวัน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่กองทุนจะมียอดติดลบแตะระดับ 1 แสนล้านบาทภายในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569
ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันได้กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ 2 แห่ง เป็นวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเบิกเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการกู้โดยกองทุนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับวงเงินกู้ตามพระราชบัญญัติที่รัฐบาลเคยกำหนดไว้ และเงินทั้งหมดถูกนำไปชำระหนี้เดิมแล้ว
แหล่งข่าวกล่าวว่า "2 หมื่นล้านบาทที่กู้มาใช้หมดแล้ว เป็นการนำไปชำระหนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกู้มาอีก 1 หมื่นล้านบาทก็ใช้หมด ถ้าถามว่าวงเงินที่จะกู้ต้องเท่าไร ต้องดูเรื่องการครอบคลุมหนี้ก่อนซึ่งอาจต้องไปถึงแสนล้านบาท แต่เรื่องการเบิกเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และน่าจะทยอยเบิกเหมือนรอบที่ผ่านมา"
แผนกู้รอบใหม่รอหารือผู้บริหารชุดใหม่
การกู้เงินรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเบื้องต้นประเมินว่าหากต้องกู้เพื่อครอบคลุมภาระหนี้อาจต้องเตรียมวงเงินระดับแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงินที่แท้จริงยังต้องประเมินอีกครั้งหลังหารือนโยบายกับปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากแนวทางบริหารกองทุนและการดูแลราคาพลังงานจะมีผลโดยตรงต่อวงเงินที่จำเป็น
รูปแบบการกู้จะเป็นการกู้จากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ โดยขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น และอาจต้องขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเช่นเดียวกับการกู้ในรอบที่ผ่านมา ปัจจุบันหนี้เดิมของกองทุนเหลืออยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเฉพาะเงินต้น โดยกองทุนยังต้องชำระดอกเบี้ยตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสีย
แหล่งข่าวย้ำว่า การเตรียมกู้เงินรอบใหม่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากสถานะกองทุนยังไม่สามารถรองรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงานได้ในระยะยาว โดยวงเงินและรูปแบบการกู้จะต้องสรุปอีกครั้งภายหลังหารือนโยบายกับผู้บริหารกระทรวงพลังงานชุดใหม่
แผนวิกฤตพลังงานถึงปี 2572
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งเห็นชอบให้ขยายกรอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่สิ้นสุดในปี 2567 ให้ครอบคลุมถึงปี 2572 โดยแผนดังกล่าวยังคงมาตรการดูแลราคาดีเซลและเบนซินที่ระดับ 30 บาทต่อลิตร รวมถึงปรับเกณฑ์รองรับความผันผวนของราคาน้ำมันจากเดิม 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใน 1 สัปดาห์ เป็น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความผันผวนของตลาดน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2572 เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ
ด้านนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า แผนใหม่ยังคงเกณฑ์ดูแลราคาดีเซลและเบนซินที่ 30 บาทต่อลิตร พร้อมปรับเกณฑ์ LPG หากราคาขายปลีกเกิน 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม จากเดิม 363 บาท และเพิ่มเกณฑ์ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจาก 5 เป็น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลใน 1 สัปดาห์
เดินหน้าเชื้อเพลิงชีวภาพ-จับตาภูมิรัฐศาสตร์
แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2572 กำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต โดยจะต้องหารือถึงโครงสร้างราคาของไบโอดีเซลและเอทานอล เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในประเทศยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ จะแยกบัญชีน้ำมันและ LPG ชัดเจน เน้นใช้กองทุนดูแลดีเซลและ LPG ในช่วงวิกฤต พร้อมสะสมเงินช่วงราคาน้ำมันโลกขาลงเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยแผนจะรองรับทั้งกรณีราคาพลังงานพุ่งสูง ความผันผวนรุนแรง และภาวะเชื้อเพลิงขาดแคลน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากประเมินว่าการสู้รบมีแนวโน้มยืดเยื้อ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง แม้ระยะสั้นราคาจะเริ่มปรับตัวลดลงก็ตาม
กองทุนน้ำมันฯ ยังมีอีกทางเลือกในการลดภาระการอุดหนุน คือการทยอย Exit จากการตรึงราคาหรือปรับลดการจ่ายชดเชย ซึ่งจะช่วยลดการไหลออกของเงินกองทุน แต่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อประชาชนและหารือกับรัฐบาลว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มหรือแนวทางอื่นเพื่อลดผลกระทบหรือไม่
แหล่งข่าวกล่าวว่า "การกู้เป็นหนึ่งในวิธีตามแผนวิกฤต แต่ก็มีอีกทางคือการ Exit จากการชดเชย ซึ่งอาจกระทบประชาชนจึงต้องดูว่ากระทบกี่บาท และรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรเข้ามาช่วยลดผลกระทบได้บ้าง"
สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย สถานการณ์กองทุนน้ำมันที่ตึงตัวครั้งนี้ย่อมสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ราคาขายปลีกพลังงานอาจปรับสูงขึ้นในอนาคต หากกองทุนไม่สามารถกู้เงินได้ทันหรือต้องลดการชดเชย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมอาจได้ประโยชน์จากการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต้องจับตาต่อไป
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี