ค่ารักษาพยาบาลไทยแพงขึ้น 2 เท่าทุก 10 ปี มนุษย์เงินเดือนรับมืออย่างไร

ค่ารักษาพยาบาลไทยแพงขึ้น 2 เท่าทุก 10 ปี มนุษย์เงินเดือนรับมืออย่างไร

ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% ส่งผลให้ทุก ๆ 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้นเป็นสองเท่า ปรากฏการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ขณะที่ระบบสวัสดิการสุขภาพขั้นพื้นฐานของรัฐ ทั้งสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ กำลังเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

ค่าใช้จ่ายสาธารณสุขพุ่ง

ข้อมูลจากรายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของไทยเติบโตเร็วกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3.08% ในปี 2000 เป็น 4.54% ในปี 2023 ซึ่งสวนทางกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ทำให้รัฐบาลต้องลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลลง และประชาชนอาจต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้นว่า เกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ ในอดีตเมื่อเจ็บป่วยรุนแรง แพทย์ทำได้เพียงรักษาตามอาการ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยยืดชีวิตได้แลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค (Medical Hub) ที่รองรับผู้ป่วยต่างชาติระดับพรีเมียม ยังผลักดันให้โรงพยาบาลเอกชนแข่งขันลงทุนในเครื่องมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้า ส่งผลให้ค่าบริการทางการแพทย์ของไทยเติบโตเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ประกันสุขภาพกับความเข้าใจผิด

ณัฐ เลิศมงคล นักวางแผนการเงิน CFP® ชี้แจงว่า ตามเกณฑ์มาตรฐานประกันภัยสุขภาพแบบใหม่ (New Health Standard) ผู้ทำประกันสุขภาพไม่ต้องร่วมจ่าย (Co-payment) ค่ารักษาพยาบาลทุกครั้งตลอดสัญญา แต่การร่วมจ่ายจะพิจารณาจากประวัติการเคลมในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมา โดยมีเงื่อนไข 2 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนครั้งที่เคลม และอัตราการเคลมเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันภัย

กรณีที่ 1 การเจ็บป่วยเล็กน้อย หากในรอบปีที่ผ่านมามีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมียอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันภัย จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาพยาบาลในปีถัดไป กรณีที่ 2 การเจ็บป่วยทั่วไป (ไม่รวมผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง) หากเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมียอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยประกันภัย จะร่วมจ่าย 30% เช่นกัน กรณีที่ 3 หากเข้าเงื่อนไขทั้งสองกรณี จะร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาพยาบาลในปีถัดไป

ณัฐ กล่าวว่า "การร่วมจ่ายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีทั้งจำนวนครั้งที่เคลมและยอดเคลมถึงเกณฑ์ในรอบปีที่ผ่านมา ดังนั้นผู้insured ไม่จำเป็นต้องกังวลกับประเด็นนี้จนเกินไป"

วางแผนการเงินรับมือค่ารักษา

สำหรับผู้ที่ไม่อยากซื้อประกันหรือติดเงื่อนไขสุขภาพจนทำประกันไม่ได้ แนวทาง preventive care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากการเลือกกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายแรง

การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ โดยแบ่งเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับดูแลสุขภาพโดยเฉพาะ และอาจลงทุนบางส่วนเพื่อให้เงินสำรองเติบโตทันกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นปีละ 8% สำหรับครอบครัวใหญ่ อาจตั้งเงินกองกลางครอบครัว (Family Pool) โดยให้สมาชิกทุกคนโอนเงินสำรองมาไว้ที่กองกลางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีคนเจ็บป่วยก็เฉลี่ยค่ารักษาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เงินกองกลางอาจหมดเร็วหากเกิดโรคร้ายแรงหรือต้องผ่าตัดใหญ่ และความสำเร็จขึ้นอยู่กับวินัยและความยินยอมของสมาชิกทุกคน

ประกันสุขภาพตามช่วงวัย

การเลือกประกันสุขภาพให้เหมาะกับช่วงอายุเป็นสิ่งจำเป็น กลุ่ม First Jobber (อายุไม่เกิน 30 ปี) ควรเริ่มทำประกันตั้งแต่ตอนนี้ เพราะสุขภาพแข็งแรงและเบี้ยประกันต่ำ แนะนำแบบเหมาจ่ายวงเงิน 1-5 ล้านบาท หากมีสวัสดิการกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว อาจเลือกแผนแบบมี Deductible เพื่อลดค่าเบี้ย

กลุ่มอายุ 30-40 ปี ร่างกายเริ่มเสื่อม มีโอกาสตรวจพบโรคมากขึ้น และเป็นช่วงสุดท้ายที่บริษัทประกันยังรับทำแบบเหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก สำหรับผู้ที่มีประกันอยู่แล้วและรายได้เพิ่มขึ้น อาจซื้อประกันเล่มเสริมวงเงิน 10-15 ล้านบาท โดยเลือกแบบมี Deductible เพื่อลดภาระค่าเบี้ยโดยรวม

กลุ่มอายุ 40-50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงและประวัติสุขภาพอาจมีรอยโรค ทำให้บริษัทอาจปฏิเสธหรือมีเงื่อนไข เช่น เบี้ยสูง หรือยกเว้นบางโรค สำหรับผู้ที่มีประกันอยู่แล้วควรจ่ายเบี้ยต่ออายุกรมธรรม์เดิมเพื่อรักษาความคุ้มครองต่อเนื่อง

นอกจากประกันสุขภาพแล้ว ประกันโรคร้ายแรงก็มีความสำคัญ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ "เจอ จ่าย จบ" ที่จ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข แต่ความคุ้มครองสิ้นสุดทันที และ "เจอ จ่าย หลายจบ" ที่จ่ายชดเชยได้หลายครั้งตามกลุ่มโรคและความรุนแรง ช่วยให้มีความคุ้มครองต่อเนื่อง แนะนำให้ทำตั้งแต่สุขภาพยังดี โดยเลือกแบบจ่ายเบี้ยคงที่ระยะสั้นความคุ้มครองตลอดชีพ เช่น จ่ายเบี้ย 10-20 ปี เพื่อล็อกต้นทุนค่าเบี้ย

ในอนาคต แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะกดดันให้ประชาชนต้องวางแผนการเงินอย่างรอบคอบมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน และภาคเอกชนอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายขึ้น

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap