
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
บริษัทญี่ปุ่นถอนตัวออกจากจีนมากเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลล่าสุดของ Teikoku Databank บริษัทวิจัยข้อมูลเครดิตองค์กรของญี่ปุ่น ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นที่ยังดำเนินธุรกิจในจีนเหลืออยู่เพียง 10,118 แห่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2010 โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีบริษัทญี่ปุ่นถอนตัวออกจากจีนไปแล้วถึง 4,137 แห่ง ถือเป็นสถิติสูงสุด
ตัวเลขดังกล่าวลดลง 22% จากการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 และต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อปี 2012 ราว 30% ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนใหม่ในรูปแบบบริษัทลูก โรงงาน หรือสำนักงานตัวแทนมีเพียง 1,221 แห่ง ซึ่งน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19
แรงกดดันรอบด้าน
Teikoku ระบุในรายงานว่าการถอนตัวมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เพราะบริษัทญี่ปุ่นเผชิญกับกำไรที่หดตัวอยู่แล้วจากความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า ต้นทุนแรงงานและการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งท้องถิ่น ความขัดแย้งทางการทูตจึงยิ่งบีบให้บริษัทเหล่านี้ต้องลดขนาดหรือปิดกิจการในจีน ขณะที่บางบริษัทเลือกลดการพึ่งพาจีนโดยไม่ได้ตัดขาดทั้งหมด
ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นตึงเครียดอย่างหนัก หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่าญี่ปุ่นอาจเข้าไปเกี่ยวข้องทางทหาร หากจีนบุกไต้หวัน ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่สำคัญให้บริษัทญี่ปุ่น และขอให้พลเมืองจีนงดเดินทางไปญี่ปุ่น
เจเรมี ชาน นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมือง Eurasia Group ระบุว่าบริษัทญี่ปุ่นที่วางแผนลดการลงทุนในจีนอยู่แล้ว กำลังพิจารณาถอนตัวอย่างเร่งด่วนขึ้นนับตั้งแต่ความสัมพันธ์ของสองประเทศดิ่งลง และมองว่ากรณีที่ชาวญี่ปุ่นถูกทางการจีนควบคุมตัวในปีนี้ ทำให้ภาคธุรกิจกังวลมากขึ้นเรื่องการส่งพนักงานไปประจำในจีน
โดยมีรายงานว่าเมื่อเดือนสิงหาคม ชาวญี่ปุ่นหลายคน รวมถึงผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ ถูกควบคุมตัวจากข้อกล่าวหาว่าละเมิดข้อจำกัดการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร
“บริษัทญี่ปุ่นและพนักงานรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่เป็นที่ต้อนรับและไม่ปลอดภัยในจีน” ชานระบุ
รายงานของ JETRO องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น เมื่อเดือนเมษายน ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ลังเลมากขึ้นที่จะขยายธุรกิจในจีน อย่างไรก็ตาม ในวันถัดจากที่รายงานของ Teikoku เผยแพร่ เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ระบุว่าจีน “ยินดีต้อนรับเสมอ” ให้บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาพัฒนาธุรกิจและแบ่งปันโอกาสทางการตลาดในจีน พร้อมเรียกร้องให้คณะผู้แทนจากสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น “ยึดแนวทางที่ถูกต้องในประเด็นทางประวัติศาสตร์” และมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
กำไรจากสหรัฐฯ แซงจีน
นอกจากปัจจัยการเมือง มาร์ติน ชูลซ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านนโยบายของ Fujitsu Research Institute ชี้ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ผลักให้บริษัทญี่ปุ่นกระจายการลงทุนออกจากจีน ทั้งภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กระแสต่อต้านสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้น และตลาดอินเดียที่เติบโต
เขาระบุว่า “การลงทุนในจีนกำลังเผชิญพายุลูกใหญ่ที่ทุกปัจจัยประดังเข้ามาพร้อมกัน”
ขณะที่ เจสเปอร์ คอลล์ ผู้อำนวยการผู้เชี่ยวชาญของ Monex Group ระบุว่าบริษัทญี่ปุ่นพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ในจังหวะที่ถอยออกจากจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญ โดยประเมินว่าสัดส่วนกำไรจากจีนของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี Topix ลดลงเหลือไม่ถึง 15% ในปีนี้ จาก 23% ในปี 2020 ขณะที่สัดส่วนกำไรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 35% จาก 25% ในช่วงเดียวกัน
คอลล์มองว่าวอชิงตัน “เปิดหน้าเกี้ยวพาราสี” บริษัทญี่ปุ่นให้มาช่วยฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ขณะที่ปักกิ่งหันไปใช้โมเดลที่เน้นสินค้าซึ่งผลิตในจีนโดยบริษัทจีน
ใครอยู่ ใครไป
เคอิ โคงะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์ ระบุว่าผู้ผลิตรถยนต์ ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน และผู้ผลิตที่เน้นส่งออก มีแนวโน้มลดการลงทุนในจีนมากที่สุด ส่วนบริษัทที่ปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นได้แล้วและแข่งกับคู่แข่งจีนได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์ความแม่นยำสูง มีแนวโน้มที่จะอยู่ต่อมากกว่า
สำหรับผู้อ่านในไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตในเอเชียที่อาจเปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์การแพทย์ ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อชิงส่วนแบ่งการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นที่กำลังกระจายฐานผลิตออกจากจีนในภูมิภาคอาเซียน
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี