ดีเอสไอเดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงินฮั้วสว. ชี้กกต.เมินหลักฐาน-ไม่ส่งเอกสาร

ดีเอสไอเดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงินฮั้วสว. ชี้กกต.เมินหลักฐาน-ไม่ส่งเอกสาร

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าดำเนินคดีอาญาทั้งข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว. หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ส่งฟ้องผู้ถูกร้อง 77 รายต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษระบุว่าการดำเนินคดีอาญาไม่จำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน

แยกคดีอาญาไม่รอ กกต.

รายงานข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยว่า การประชุมครั้งแรกของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ DSI และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน จะมีขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ หลังจาก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ จำนวน 77 ราย โดยประเด็นที่ว่าคณะพนักงานสอบสวนจะต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น แหล่งข่าวระบุว่าคดีอาญาโดยเฉพาะคดีอั้งยี่และฟอกเงินไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอ เนื่องจากคดีอาญาของ DSI และ กกต. แยกออกจากกัน

นอกจากนี้ ในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติ กกต. ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่และฟอกเงินกับทั้ง 77 ราย เพราะคณะพนักงานสอบสวนต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลักว่าใครมีพฤติการณ์อั้งยี่หรือฟอกเงิน

2 ผู้ต้องหาหลุดจากมติ กกต.

ก่อนหน้านี้ สำนวนของ DSI ที่ส่งฟ้องพนักงานอัยการคดีพิเศษถูกตีกลับให้สอบสวนเพิ่มเติม ล่าสุด DSI และอัยการสำนักงานการสอบสวนในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ได้แก่ น.ส.นิสิตา หมั่นชัย นายสุบิน ศักดา นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส นายวงศกร ชนะกิจ น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น

แต่เมื่อเทียบกับรายชื่อที่ กกต. ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ใน 77 ราย พบว่าตรงกับรายชื่อที่ DSI สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่และฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ดังนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่และฟอกเงิน สว. ต้องพิจารณาส่วนของผู้ต้องหา 2 รายอีกครั้งว่าจะดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เนื่องจากมติการสั่งฟ้องครั้งแรกได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายไปแล้ว แต่หากจะยึดเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าการสั่งฟ้องครั้งแรกจะทำอย่างไร ซึ่งต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย

กกต.ไม่รับหลักฐาน-เมินขอเอกสาร

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยอีกว่า ในการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึง กกต. มาตลอดเพื่อสอบถามว่าจะนำหลักฐานทางคดีของ DSI ประกอบสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อ DSI พยายามขอสำนวนของ กกต. กลับไม่มีการส่งมาให้เช่นเดียวกัน

รวมถึงกรณีที่ DSI ขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว. ทั้ง 138 คน เนื่องจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินพบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. ดังกล่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจาก สว. แต่จนถึงปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่เคยส่งเอกสารให้ DSI โดยอ้างว่าติดปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ DSI จะทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาก็ตาม

หรือแม้แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่คณะพนักงานสอบสวนส่งเอกสารขอเส้นทางการเงินและเลขที่บัญชีธนาคาร ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือมานานกว่า 1 ปี

พยานรหัส 16 กลับคำให้การ

รายงานข่าวระบุว่า กรณีที่ กกต. แถลงว่าขาดพยานหลักฐานในบางส่วนทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลบางรายนั้น เป็นผลจากการที่ DSI พยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ ทำให้ขาดพยานหลักฐานได้ หรือในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่และฟอกเงิน สว.

ต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน สว. กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ยังแตกต่างกัน โดยเฉพาะการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราชมีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่และฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น ยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย

พนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะจะเห็นว่านายเอกราชในตอนให้ปากคำมีสีหน้าท่าทางและอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีนายเอกราชกลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับส่งหนังสือ 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน

ชี้คำให้การจริงเท็จต้องพิสูจน์ในศาล

รายงานข่าวระบุว่า สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราชมีพฤติการณ์กลับคำให้การจริง ในฐานะพนักงานสอบสวนควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้วคำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จจะปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาลอัยการจะถามว่าคุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ นี่คือหลักการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ ก็จะไม่รู้ว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จ

ท้ายที่สุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่าในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่าคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นเหตุผลว่าในชั้นการสืบชั้นศาลจะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

ส่วนกรณีที่สำนวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน สว. ของ DSI จะดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น หากมีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือการปฏิเสธไม่รับหลักฐานจาก DSI ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งอาจส่งผลต่อความสมบูรณ์ของสำนวนการสอบสวนในชั้นศาลต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap