
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ทีทีบีเปิดตัวแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งดิจิทัล My Wealth บนแอป ttb touch หลังพบข้อมูลว่าคนไทยมีวินัยการออมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า แต่กลับมีสัดส่วนการลงทุนเพียง 23% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 45% และสหรัฐฯ ที่ 59% สะท้อนช่องว่างที่ธนาคารมองว่าเป็น 'โอกาส' มากกว่าปัญหา
เงินออมสูงแต่ลงทุนต่ำ
ข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินที่ทีทีบีนำมาเปิดประเด็นชี้ว่า คนไทยเป็น 'นักออมตัวจริง' โดยมีสัดส่วนเงินออมมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 2 เท่า แต่ปลายทางของเงินก้อนนั้นกลับน่าเป็นห่วง เพราะ 57% ของสินทรัพย์ทางการเงินของคนไทยยังอยู่ในรูปเงินฝากและเงินสด ส่วนที่อยู่ในหมวดการลงทุนมีเพียง 23% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 45% และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 59% หรือกล่าวได้ว่าสัดส่วนการลงทุนของคนไทยอยู่ที่ราวครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยโลก
ย้อนไป 20-30 ปีก่อน พอร์ตแบบนี้สมเหตุสมผล เพราะนิยามความมั่งคั่งในยุคนั้นคือการฝากเงินกับธนาคารแล้วรอดอกเบี้ยงอกเงย ทว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานาน การฝากเงินอย่างเดียวจึงยังให้ความสบายใจในมิติความปลอดภัย แต่ดอกผลที่ได้กลับมาโตไม่ทันทั้งค่าครองชีพและราคาบ้านที่ขยับขึ้นทุกปี ทำให้การไปถึงเป้าหมายอย่างการมีบ้านหรือการเกษียณยากขึ้นเรื่อย ๆ
ทีทีบีจึงเลือกอ่านตัวเลข 57% ในฐานะ 'โอกาส' มากกว่าปัญหา ข้อสรุปของธนาคารคือคนไทยมีวินัยการออมอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาดคือเครื่องมือที่จะทำให้เงินก้อนนั้นทำงานอย่างเป็นระบบ
นักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มเท่าตัว
ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนบุคคลธรรมดาที่เปิดพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นจากราว 1.5 ล้านคน มาเป็น 3 ล้านคน หรือโตขึ้นเท่าตัว และเกือบครึ่งหนึ่งของคนที่เปิดพอร์ตคือกลุ่ม Gen Y ช่วงอายุ 30-44 ปี
เมื่อเปลี่ยนจากการนับจำนวนคนมาดูที่มูลค่า ภาพกลับพลิก นักลงทุนอายุต่ำกว่า 40 ปีมีสัดส่วนถึง 36% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด หรือราว 1 ใน 3 ขณะที่มูลค่าพอร์ตรวมของคนกลุ่มนี้กระจุกอยู่เพียง 15% ระยะห่างระหว่าง 'จำนวนคน' กับ 'ขนาดพอร์ต' คือจุดที่ปัญหาซ่อนตัวอยู่
ทีทีบีสรุปข้อจำกัดของนักลงทุนกลุ่มนี้ไว้สามข้อ ข้อแรกคือ Under-invested เงินส่วนใหญ่ยังพักอยู่ในบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เงินเก็บยังไม่ได้ทำงานเต็มศักยภาพ ข้อที่สองคือ Under-informed ตั้งใจจะลงทุนอยู่แล้ว ทว่ามีไม่มีใครคอยบอกว่าสถานการณ์ตลาดแบบนี้ควรจัดพอร์ตหรือปรับสัดส่วนอย่างไร และข้อสุดท้ายคือ Under-served ความรู้สึกว่าเป็นนักลงทุนรายย่อยตัวคนเดียวที่ไม่มีใครดูแล ซึ่งทำให้พอร์ตโตยากกว่าที่ควรจะเป็น
กลุ่มที่เจอครบทั้งสามข้อคือคนวัย 'สร้างเนื้อสร้างตัว' อายุ 30-44 ปี รายได้เฉลี่ยมากกว่า 75,000 บาทต่อเดือน คุ้นเคยกับดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ตั้งเป้าอยากมีเงินล้านแรกก่อนอายุ 45 พร้อมเป้าหมายที่จับต้องได้อย่างบ้านหลังแรก รถคันแรก หรือค่าเทอมลูก สิ่งที่คนกลุ่มนี้มองหาไปไกลกว่าแอปพลิเคชันที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายกองทุนหรือหุ้นได้อย่างเดียว พวกเขาอยากได้เครื่องมือหรือใครสักคนที่ช่วยวางแผนและพาไปถึงเป้าหมายได้จริง
ทีทีบียังสแกนทางเลือกในตลาดออกมาเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือแอปฯ ธนาคาร ซึ่งมีบัญชีในระบบราว 150 ล้านบัญชี ถือสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 15-16 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่ยังเป็นเงินฝาก กลุ่มที่สองคือบัญชีซื้อขายหุ้นไทยของบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ถึง 5 ล้านบัญชี มูลค่ารวมราว 3 ล้านล้านบาทเศษ กลุ่มที่สามคือแพลตฟอร์มลงทุนทางเลือกสำหรับหุ้นต่างประเทศ ETF และสินทรัพย์ใหม่ ๆ ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 3 ล้านบัญชี ทว่ามูลค่ารวมยังไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท
เรียงสามตัวเลขนี้ต่อกันจะเห็นภาพที่สวนทางกันอยู่ เงินก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ในเครื่องมือการลงทุนน้อยที่สุด ส่วนเครื่องมือหลากหลายที่สุดกลับถือเงินก้อนเล็กที่สุด สุดท้ายนักลงทุนหนึ่งคนจึงต้องสลับใช้งานทั้งสามที่ด้วยตัวเอง แล้วมานั่งคิดเองว่าเมื่อรวมทุกบัญชีเข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้ตัวเองถือสินทรัพย์อะไรอยู่ในสัดส่วนเท่าไร
My Wealth ทำงานอย่างไร
เมื่อธนาคารเปลี่ยนบทจาก 'ช่องทางซื้อ-ขาย' มาเป็น 'ผู้ช่วยวางแผน' My Wealth คือคำตอบที่ทีทีบีพัฒนาขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เปิดให้ใช้งานผ่านแอป ttb touch ในฐานะ 'Digital Wealth Advisory' โดยตั้งต้นจากเป้าหมายทางการเงินของลูกค้าก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเป้าหมายนั้น
โครงสร้างการทำงานแบ่งเป็นสี่ชั้น ชั้นแรกคือการเห็นสินทรัพย์ทั้งหมดในหน้าเดียว ทั้งบัญชีเงินฝาก กองทุนรวม หุ้นไทย ไปจนถึงหุ้นต่างประเทศผ่านพันธมิตรอย่าง Webull มารวมกันเป็นพอร์ตเดียว เพราะการมองเห็นภาพรวมคือเงื่อนไขพื้นฐานของการตัดสินใจที่ดี
ชั้นที่สองคือการวางแผนที่ตั้งต้นจากเป้าหมายชีวิต ระบบช่วยให้ตั้งเป้าหมายที่มีกรอบเวลาชัดเจน ทั้งเป้าหมาย 5 ปี 10 ปี หรือวันเกษียณ ทีทีบีเปรียบเทียบการวางแผนการเงินกับการออกกำลังกาย คือทุกคนรู้ว่าดี ทว่าลงมือทำจริงยากเพราะต้องใช้ความพยายามสูง จุดนี้เองที่ระบบเข้ามาช่วยสร้างวินัยแทนการพึ่งกำลังใจอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแผนการลงทุนบน My Wealth ดูแลโดย Investment Office ของทีทีบี ซึ่งเป็นมาตรฐานและระดับคำแนะนำเดียวกับที่ใช้ดูแลลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง
ชั้นที่สามคือการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกจากการทำรายการ ซึ่งตัวเลขชุดนี้เล่าปัญหาได้ดีที่สุด เดิมทีการซื้อกองทุนรวม 3 กองเพื่อกระจายความเสี่ยงต้องผ่านหน้าจอถึง 18 หน้า และกดมากกว่า 20-30 ครั้ง My Wealth ลดกระบวนการนั้นให้ซื้อและปรับสัดส่วนได้เป็น 'การจัดพอร์ตและลงทุนอัตโนมัติ' ภายใน 3 หน้าจอ ใช้การคลิกเพียง 4-6 ครั้ง ความยุ่งยากเล็ก ๆ แบบนี้คือศัตรูเงียบของวินัยการลงทุน เพราะยิ่งขั้นตอนเยอะ โอกาสที่คนจะผัดวันปรับพอร์ตออกไปก่อนก็ยิ่งสูง
ชั้นที่สี่คือการแจ้งเตือนและย่อยข่าว สำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าตลาด ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อความเคลื่อนไหวของตลาดกระทบพอร์ต พร้อมคำแนะนำจาก Investment Office ให้ตรวจสอบและกดอนุมัติปรับพอร์ตได้ภายใน 3-4 หน้าจอ ควบคู่กับการสรุปข่าวสารการเงินให้เห็นว่ากระทบพอร์ตของตัวเองอย่างไร
จับมือ Webull ดึงดีมานด์
ชิ้นส่วนที่ทำให้ระบบนี้ครบวงจรคือการลงทุนต่างประเทศ และมีข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนความสนใจของนักลงทุนไทยได้ดี จากการเปรียบเทียบในเครือข่าย 18 ประเทศของ Webull พบว่านักลงทุนไทยดาวน์โหลดและเริ่มใช้งานแอปฯ เวอร์ชันสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อนที่ระบบจะเปิดให้บริการในไทยอย่างเป็นทางการ ดีมานด์มีอยู่แล้ว โจทย์จึงอยู่ที่ใครจะทำให้เส้นทางสั้นลงได้มากกว่ากัน
ทีทีบีเลือกดึง Global Capability ของ Webull มาปรับให้เข้ากับพฤติกรรมลูกค้าคนไทย แทนการใช้เวลาพัฒนาทั้งระบบขึ้นเอง เพื่อส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์การลงทุนข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ