ธนาคารโลกชี้ธุรกิจไทยใช้ AI แค่ 12% แนะรื้อกระบวนการทำงานใหม่ ไม่ใช่แค่แทนคน

ธนาคารโลกชี้ธุรกิจไทยใช้ AI แค่ 12% แนะรื้อกระบวนการทำงานใหม่ ไม่ใช่แค่แทนคน

ธนาคารโลกเปิดเผยว่าภาคธุรกิจไทยนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้งานจริงในองค์กรเพียง 12% เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่สูงถึง 43% และอินเดียที่ 23% พร้อมแนะผู้บริหารไทยต้องรื้อกระบวนการทำงานใหม่ทั้งองค์กร แทนที่จะมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือแทนที่พนักงาน

ตัวเลขดังกล่าวมาจากผลสำรวจระดับองค์กรของธนาคารโลกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และสหรัฐฯ โดย Franziska Ohnsorge หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของกลุ่มธนาคารโลก ระบุผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเทคโนโลยีซึ่งเริ่มลดลงในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา หรือความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการขาดความคุ้นเคยและองค์ความรู้เป็นหลัก

ช่องว่างที่ยังห่างไกล

ผลสำรวจยังพบว่าบริษัทในกลุ่มตัวอย่างกว่า 80% ระบุว่าตนเองไม่คาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่มผลผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้เลย ขณะที่มีบริษัทเพียงราว 10% กว่า ๆ ที่คาดว่าจะได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่ 20% ขึ้นไป

Ohnsorge กล่าวว่า "พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันดี ตอนนี้มันเพิ่งผ่านไปแค่ปีหรือปีครึ่ง จึงยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เมื่อใดที่พวกเขาค้นพบวิธีใช้งาน เมื่อนั้นแหละที่เราจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างมหาศาลจากการใช้ AI อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่จากการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดโลก"

เธอชี้ว่าหากขยายกลุ่มบริษัทที่ได้ผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้นได้อีกเพียง 10-20% ของบริษัททั้งหมด จะส่งผลต่อผลิตภาพอย่างมหาศาล และสะท้อนออกมาในตัวเลขระดับประเทศได้

บทเรียนเครื่องจักรไอน้ำ

Ohnsorge หยิบยกประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ ในยุคที่เครื่องจักรไอน้ำถือกำเนิดขึ้น ช่วงแรกเจ้าของโรงงานเพียงนำเครื่องจักรมาตั้งแทนที่ช่างทอผ้าทีละคน ซึ่งช่วยทุ่นแรงได้บ้าง แต่ผลผลิตโดยรวมแทบไม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อโรงงานยอมรื้อและจัดระเบียบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด โดยเชื่อมต่อทุกขั้นตอนการผลิตให้สอดประสานกับขีดความสามารถของเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่จำเป็นสำหรับ AI ในวันนี้ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่การเอา AI ไปวางแทนที่หน้าที่ของคนคนหนึ่งในออฟฟิศ แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของทั้งบริษัทใหม่ทั้งหมด นั่นคือจุดที่ผลประโยชน์มหาศาลจะเกิดขึ้น และแน่นอนว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลา" Ohnsorge เน้นย้ำ

ดังนั้นการที่ธุรกิจไทยจะก้าวข้ามกับดักนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของการซื้อโปรแกรม AI มาให้พนักงานทดลองใช้ แต่เป็นการที่ผู้บริหารต้องมองเห็นภาพรวมขององค์กร แล้วกล้าออกแบบขั้นตอนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เทคโนโลยีผสานเข้ากับแกนกลางของธุรกิจอย่างแท้จริง

ทักษะพื้นฐานที่ตลาดต้องการ

งานวิจัยของธนาคารโลกที่เจาะลึกฐานข้อมูลการประกาศรับสมัครงานนับล้านตำแหน่งทั่วโลก พบว่าบริษัทที่เปิดรับตำแหน่งงานซึ่งต้องใช้ทักษะ AI ไม่ได้มองหาเพียงโปรแกรมเมอร์หรือวิศวกรซอฟต์แวร์ขั้นสูง แต่ประกาศรับสมัครเหล่านี้ระบุความต้องการทักษะพื้นฐานสูงกว่าประกาศรับสมัครงานทั่วไปถึง 4-16 เท่า

ทักษะพื้นฐานที่นายจ้างตามหาไม่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยทักษะเชิงปริมาณและการคิดวิเคราะห์ เช่น ความเข้าใจด้านคณิตศาสตร์ ตรรกะเหตุผล และการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น ความสามารถในการนำเสนอและการเจรจาสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเข้าใจ

Ohnsorge ชี้ว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวแปรชี้วัดว่าพนักงานคนนั้นจะดึงศักยภาพของ AI มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้หรือไม่ ยิ่งแรงงานมีทักษะการคิดและการสื่อสารที่แข็งแรงมากเท่าไร การทำงานร่วมกับ AI ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย

โจทย์นี้สำคัญกับไทยเป็นพิเศษ เพราะในกรณีฐาน ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.3% และ 2.4% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 4.25-4.5% ซึ่ง Ohnsorge ชี้ว่าเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว และเมื่อประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มหดตัว การเติบโตจึงต้องพึ่งการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น ผ่านสองทางคือเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทุกคนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเธอหวังว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อน และการจัดสรรแรงงาน ทุน และที่ดินให้มีประสิทธิภาพขึ้นผ่านนโยบายส่งเสริมการแข่งขัน

ความน่ากังวลอยู่ที่แรงส่งหลักของไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากวันใดที่กระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกเริ่มชะลอตัว หรือตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเกิดการปรับฐานราคาลง ผลกระทบจะส่งผ่านมายังไทยทั้งผ่านช่องทางตลาดการเงินและช่องทางการค้า ที่ห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์จะหยุดชะงักลงทันที

"หากวัฏจักร AI ของโลกชะลอตัวลง เอเชียตะวันออกจะเป็นภูมิภาคที่เปราะบางและได้รับผลกระทบหนักกว่าที่อื่น เพราะสินค้าจำนวนมหาศาลที่ป้อนให้กับการลงทุน AI ทั่วโลกผลิตมาจากภูมิภาคนี้" Ohnsorge เตือน

สำหรับผู้อ่านในไทย นัยของข้อค้นพบนี้คือการลงทุนด้าน AI ที่ผ่านมามักถูกมองเป็นเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่แท้จริงแล้วภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่ากระบวนการทำงานใดในองค์กรจะได้รับประโยชน์จาก AI มากที่สุด ก่อนจะลงมือซื้อเครื่องมือหรืออบรมพนักงาน เพราะผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีไปวางทับระบบเดิม แต่เกิดจากการออกแบบระบบใหม่ให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางการทำงานตั้งแต่ต้น

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap