
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ธนาคารโลก (World Bank) เปิดตัวรายงาน 'เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง' (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) เมื่อวันที่ 22 กันยายน เสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ 'ระบบเมืองแบบหลายศูนย์' โดยเพิ่มผลิตภาพในกรุงเทพฯ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเมืองรอง เพื่อกระตุ้นการลงทุน สร้างงาน และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวทั่วประเทศ
รายงานระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเกิดขึ้นในเขตเมืองเป็นหลัก โดยประมาณ 89% ของการเติบโตของ GDP ระหว่างปี 2553–2563 มาจากเขตเมือง หากประเทศไทยต้องการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จะต้องมีการเติบโตของ GDP ต่อหัวเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในช่วงทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเมืองต่าง ๆ จึงมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างดังกล่าว
ลงทุนเมืองรองเพิ่ม GDP ดีสุด
จากแบบจำลองดุลยภาพทั่วไปเชิงพื้นที่เชิงปริมาณ (Spatial Quantitative General Equilibrium: SQGE) รูปแบบใหม่ที่ปรับเทียบกับศูนย์กลางเมือง 75 แห่งของประเทศไทย ได้เปรียบเทียบพอร์ตการลงทุน 3 รูปแบบ ภายใต้วงเงินลงทุนรวมที่เท่ากันประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งสัดส่วนการจัดสรรวงเงินลงทุนระหว่างกรุงเทพมหานครและเมืองรองระดับภูมิภาค 11 แห่งแตกต่างกันไป และประเมินผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
ผลการวิเคราะห์พบว่า รูปแบบที่ 1 พอร์ตการลงทุนที่เน้นเมืองรอง (สัดส่วน 20/80) จะช่วยยกระดับ GDP ต่อหัวของประเทศให้สูงกว่าฐาน 12.4% ขณะที่รูปแบบที่ 2 พอร์ตการลงทุนที่เน้นกรุงเทพมหานคร (สัดส่วน 80/20) จะช่วยยกระดับ GDP ต่อหัวสูงกว่าฐาน 11.6% ส่วนรูปแบบที่ 3 การจัดสรรแบบสมดุล (สัดส่วน 50/50) กลับให้ผลลัพธ์ต่ำกว่าทั้งสองรูปแบบ อยู่ที่เพียง 10.9% เท่านั้น เพราะเมื่อกระจายเงินลงทุนออกไปมากเกินไป แรงกระตุ้นต่อแต่ละเมืองจะต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการกระตุ้นวงจรป้อนกลับด้านผลิตภาพ
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับขนาดของเงินลงทุนโดยรวมด้วย หากวงเงินสูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ความได้เปรียบของการลงทุนแบบเน้นเมืองรองจะยิ่งชัดเจนขึ้น แต่หากต่ำกว่านั้น ผลลัพธ์กลับเอนเอียงไปทางการลงทุนแบบเน้นกรุงเทพฯ แทน
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา (Stephen N. Ndegwa) ผู้อำนวยการฝ่ายประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า "การปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านผลิตภาพและการลงทุนที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีบทบาททางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกรุงเทพมหานคร จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะต่อไปของประเทศไทย"
กรุงเทพฯ ผลตอบแทนเริ่มลดถอย
รายงานของธนาคารโลกยังระบุว่า อัตราการเติบโตของเมืองหลวงจะลดลงจากราว 3.5-3.7% ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 2030 (ราว พ.ศ. 2574) เหลือเพียงมากกว่า 2% เล็กน้อยภายในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษ (ราว พ.ศ. 2594) ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเพื่อบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงก่อนปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) ที่ประมาณ 5.2%
ขณะที่ดัชนีเมืองโลก Kearney ประจำปี พ.ศ. 2568 (Kearney 2025 Global Cities Index) สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 33 แต่ในดัชนีแนวโน้มเมืองโลก (Global Cities Outlook) ซึ่งประเมินศักยภาพการแข่งขันในอนาคต กรุงเทพฯ กลับอยู่ที่ราวอันดับ 105 ความแตกต่างระหว่างสองอันดับนี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ อาจตามไม่ทันเมืองในระดับเดียวกันในด้านขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คุณภาพการบริหารจัดการ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความน่าอยู่
จราจร-ภูมิอากาศฉุดเศรษฐกิจ
กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นอันดับ 2 ของโลกในกลุ่มมหานครขนาดใหญ่ที่ได้รับการสำรวจ โดยในแต่ละวัน การจราจรราวครึ่งหนึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะติดขัด ส่งผลให้แต่ละคนสูญเสียเวลาเฉลี่ย 96 ชั่วโมงต่อปี ผลการศึกษาประเมินว่าปัญหาการจราจรติดขัดและต้นทุนภายนอกที่เกี่ยวข้องสร้างความสูญเสียแก่เศรษฐกิจของเมืองคิดเป็น 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพฯ (GRP) ต่อปี ขณะที่งานวิจัยอื่นประเมินว่าภาระต้นทุนรวมสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงความผันผวนตามวัฏจักร ประชากรในเขตเมืองของกรุงเทพฯ เพียง 28.9% เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในระยะ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า เทียบกับ 76.1% ในฮ่องกง 67.1% ในโซล และ 56.7% ในสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองอยู่ที่ 34-250% ของค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง ซึ่งจัดว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอเชียเมื่อเทียบกับรายได้ของประชากรที่มีรายได้น้อย
เบื้องหลังข้อจำกัดด้านการเดินทางเหล่านี้คือปัญหารูปแบบเมืองที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน การเติบโตของกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรูปแบบ 'ซูเปอร์บล็อก' (Superblock) กล่าวคือ พื้นที่ขนาดใหญ่เข้าถึงได้ผ่านถนนสายหลักเพียงไม่กี่สาย ขณะที่ถนนภายในย่านขาดทั้งความสามารถในการเชื่อมผ่านและความต่อเนื่อง ส่งผลให้การจราจรกระจุกตัวอยู่บนเส้นทางเพียงไม่กี่สาย และเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเผชิญแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นใน 3 ทิศทางที่ซ้ำเติมกัน การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศชี้ว่า จำนวนวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้ทุกสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่ากรุงเทพฯ จะเผชิญวันร้อนจัดเกือบ 300 วันต่อปี ภายในช่วงกลางศตวรรษ อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสอาจทำให้ผลิตภาพแรงงานกลางแจ้งลดลงได้สูงสุดถึง 3.4% ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่าหนึ่งล้านคน และก่อให้เกิดความสูญเสียรายได้มากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 1% ของ GDP ของกรุงเทพมหานคร โดยปัญหาน้ำท่วมยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ดังกล่าว
สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย ข้อเสนอของธนาคารโลกครั้งนี้อาจหมายถึงการทบทวนทิศทางการจัดสรรงบประมาณและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต หากรัฐบาลต้องการเร่งการเติบโตสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 การให้ความสำคัญกับเมืองรองควบคู่ไปกับการแก้ปัญหากรุงเทพฯ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี