
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
นักวิจัยด้านประสาทวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์กำลังตั้งคำถามว่า AI กำลังทำให้คนเราคิดเก่งขึ้นหรือถดถอยลงกันแน่ โดยงานวิจัยหลายชิ้นพบหลักฐานที่ชวนกังวลว่า ผู้ที่ใช้ AI ช่วยทำงานจะได้ผลงานแย่ลงเมื่อนำ AI ออก และความอดทนต่อโจทย์ยากลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังใช้ AI เพียง 10 นาที
เปรียบเทียบเครื่องคิดเลขไม่ตรงจุด
คำถามเรื่อง AI ทำให้คนโง่ลงหรือไม่ มักถูกตอบด้วยการเปรียบเทียบว่า AI ก็ไม่ต่างจากเครื่องคิดเลข ที่เคยมีคนกลัวว่าจะทำให้คนคิดเลขในใจไม่เป็น แต่สุดท้ายโลกก็ไม่ได้พัง แม้แต่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็เคยใช้การเปรียบเทียบนี้
แต่นาตาลิยา คอสมีนา นักวิจัยจาก MIT ผู้เขียนงานวิจัยเรื่อง AI กับการถดถอยของความคิดที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง มองว่านี่คือการเปรียบเทียบที่ผิดตั้งแต่ต้น
“คุณไม่ได้หลับไปแล้วตื่นมาพร้อมเครื่องคิดเลข และคุณไม่ได้คุยกับเครื่องคิดเลขเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัว” คอสมีนากล่าว
เธอเชื่อว่า AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติของมันต่างจากเครื่องมือทุกชนิดที่มนุษย์เคยใช้มาโดยสิ้นเชิง และหาก AI แทรกเข้าไปในทุกส่วนของชีวิตอย่างที่บริษัทผู้พัฒนาคาดการณ์ไว้ มันย่อมเปลี่ยนวิธีคิดของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความกลัวเดิมในยุคใหม่
ความกลัวว่าเทคโนโลยีจะทำให้สมองแย่ลงไม่ใช่เรื่องใหม่ โสกราตีสเคยวิตกกังวลว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ความจำของคนเจือจางลง บางคนเคยทำนายว่าโทรเลขจะเป็นจุดจบของบทกวี ส่วนเครื่องคิดเลขก็เคยถูกมองว่าจะทำให้ทักษะคิดเลขในใจหายไป
ไม่มีความกลัวข้อใดกลายเป็นหายนะ แต่เกิดขึ้นจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ได้มาจากเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หากมาจากความเปลี่ยนแปลงหลายระลอกที่สะสมกันมาหลายสิบปี ทั้งสมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย โรงเรียนที่ให้คะแนนง่ายขึ้น และโรงเรียนที่ได้งบประมาณไม่พอ
ปัจจุบันมีคนอ่านบทกวีไม่ถึง 10% ห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในศตวรรษที่ 19 ที่หนังสือบทกวียอดนิยมขายหมดเป็นประจำ ส่วนสัดส่วนนักเรียนเกรด 12 ในสหรัฐฯ ที่มีทักษะคณิตศาสตร์อย่างน้อยระดับพื้นฐานก็ลดลงเรื่อยมานับจากจุดสูงสุดในปี 2556
บทเรียนจากยุค Google สู่ GPS
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือยุค Google โดยปี 2554 นักวิจัยพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘Google effect’ คือถ้าคนรู้ว่าจะเปิดหาข้อมูลได้อีกตอนไหนก็ได้ พวกเขามักจำไม่ค่อยได้ว่าข้อมูลนั้นคืออะไร แต่จำได้แม่นว่าต้องไปหาที่ไหน นักวิจัยสรุปว่ามนุษย์กับคอมพิวเตอร์กำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยสมองเก็บข้อมูลเองน้อยลงแล้วหันมาจำแค่ทางไปหาข้อมูลแทน
ช่วงนั้นมีคนกังวลว่าการฝากความจำไว้กับ Google กำลังทำให้คนโง่ลง ถึงขั้นที่ The Atlantic เคยขึ้นปกด้วยคำถามนี้ ขณะที่อีกฝั่งมองว่า Google ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน และทำให้เราเอาเวลาที่เคยหมดไปกับการค้นหนังสือในห้องสมุดมาใช้คิดเรื่องที่ลึกกว่าเดิม
อดัม กรีน ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านความคิดเชิงสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อธิบายว่า AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่ ‘คิดไอเดียแทนเรา’
“Google ช่วยให้ผมหาสิ่งที่ผมคิดจะหา แต่ AI คิดแทนว่าจะหาอะไร” กรีนกล่าว
เรื่องทำนองนี้เคยเกิดกับ GPS โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ในปี 2563 พบว่ายิ่งคนพึ่ง GPS นานเท่าไร ‘ความจำเชิงพื้นที่’ ตอนที่ต้องหาทางเองโดยไม่มี GPS ก็ยิ่งแย่ลง และเมื่อนักวิจัยกลับไปติดตามกลุ่มตัวอย่างอีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา ก็พบว่าคนที่ใช้ GPS มากขึ้นมีความจำเชิงพื้นที่ถดถอยหนักขึ้นไปอีก
หลักฐานจากการทดลอง
หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดจนถึงตอนนี้มาจากการทดลองที่ให้คนใช้ AI ช่วงหนึ่ง แล้วเอา AI ออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น งานวิจัยของคอสมีนาที่ MIT พบว่าคนที่ใช้ AI ช่วยเขียนเรียงความทำผลงานได้แย่ลงเรื่อยๆ หากเทียบกับคนที่ใช้ Google หรือไม่ใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย
อีกการทดลองที่ให้ผลน่ากังวลกว่านั้นมาจากนักวิจัยของ Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ให้นักเรียนมัธยมปลายในตุรกี 1,000 คนใช้ติวเตอร์คณิตศาสตร์ที่เป็น AI โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกทำงานเหมือน ChatGPT ทั่วไป ส่วนแบบที่สองมีข้อจำกัดมากกว่า คือไม่ให้คำตอบตรงๆ แต่ให้คำใบ้แทน พร้อมข้อมูลที่ครูเตรียมไว้ เช่น เฉลยโจทย์ฝึกหัดและคำอธิบายจุดที่คนมักทำผิด
นักเรียนทั้งสองกลุ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นตอนที่มี AI ช่วย แต่พอเอาเครื่องมือออก กลุ่มที่ใช้ AI แบบ ChatGPT ทั่วไปกลับทำได้แย่กว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI เลยด้วยซ้ำ
ด้านไมเคิล แกร์ลิช หัวหน้าศูนย์มองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืนจาก Swiss Business School ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่คนรุ่นใหม่จะพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ได้ เพราะความสะดวกที่มี AI คอยคิดแทน
อดทนต่อความยากน้อยลง
งานวิจัยที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญฉบับหนึ่งซึ่งออกมาในเดือนเมษายน 2569 ให้ผู้เข้าร่วมทำโจทย์เศษส่วน 15 ข้อ โดยกลุ่มหนึ่งมีผู้ช่วย AI ที่ให้คำตอบได้แทบทันทีสำหรับ 12 ข้อแรก แต่ต้องทำ 3 ข้อสุดท้ายเอง ส่วนอีกกลุ่มไม่มี AI ช่วยเลยตลอดทั้ง 15 ข้อ
ผลคือกลุ่มที่มี AI ทำ 12 ข้อแรกได้ดีกว่า แต่พอถึง 3 ข้อสุดท้ายที่ต้องทำเอง กลับตอบถูกน้อยกว่าและ ‘ข้ามโจทย์’ มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI ซึ่งนักวิจัยตีความว่าคนที่ใช้ AI ‘ไม่ค่อยอดทนสู้กับความยาก’ และความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังใช้ AI ช่วยแค่ราว 10 นาทีเท่านั้น
ทีมวิจัยอธิบายว่าพี่เลี้ยงหรือคู่คิดที่ดีไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่จะค่อยๆ ประคองการเรียนรู้ ติดตามความก้าวหน้า และให้ความสำคัญกับการเติบโตของอีกฝ่ายมากกว่าผลเฉพาะหน้า ขณะที่ระบบ AI ทุกวันนี้เป็นผู้ร่วมงานที่ ‘มองแค่ระยะสั้น’ เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์เฉพาะหน้าเป็นหลัก
สำหรับผู้อ่านในไทย ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานที่เริ่มนำ AI มาใช้ในงานเขียนโค้ด งานออกแบบ และงานวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแพร่หลาย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ AI ทำอะไรแทนเราได้ แต่คือเรายังฝึกทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการคิดเองได้หรือไม่ในวันที่ AI พร้อมตอบทุกคำถาม
สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้คือความเปลี่ยนแปลงนี้จะถาวรแค่ไหน นักวิจัยหลายคนเริ่มระวังตัวเองด้วยการจำกัดเวลาการใช้ AI ในงานที่ต้องใช้ความคิดลึก และมองว่าการออกแบบเครื่องมือ AI ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนจากระบบที่เน้นให้คำตอบทันที ไปสู่ระบบที่ค่อยๆ ประคองให้ผู้ใช้คิดเองได้มากขึ้น
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี