นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ชี้ 'ภาษีขาออก' เก็บได้ แต่ต้องออกแบบให้เป็นธรรม

นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ชี้ 'ภาษีขาออก' เก็บได้ แต่ต้องออกแบบให้เป็นธรรม

ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ถึงข้อเสนอการจัดเก็บ 'ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร' หรือ 'ภาษีขาออก' ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 29 ตุลาคมนี้ โดยมองว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสม และคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่อยู่ที่ภาระภาษีจะตกที่ใคร กระทบเท่ากันหรือไม่ และพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่รัฐพึงประสงค์แค่ไหน

ใครแบกภาระจริง

ศ. ดร. อธิภัทร ชี้ว่า แม้สายการบินจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีจากผู้โดยสาร แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาระภาษีจริงขึ้นอยู่กับว่าสายการบินสามารถผลักภาระไปยังราคาตั๋วได้มากน้อยเพียงใด โดยหลักฐานจากยุโรปพบว่า ต้นทุนต่อผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 1 ยูโร ทำให้ค่าโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 0.74 ยูโร หรือราว 3 ใน 4 ส่วนที่เหลือสายการบินเป็นผู้รับภาระผ่านกำไรที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้กับไทยโดยตรง เพราะภาระภาษีจะตกกับฝ่ายที่ 'หนี' ภาษีได้ยากกว่า ในระยะสั้นสายการบินอาจยอมรับภาระบางส่วนเพื่อรักษาจำนวนผู้โดยสาร แต่ในระยะยาวเครื่องบินเป็นทุนที่เคลื่อนย้ายได้ หากเส้นทางจากไทยมีกำไรลดลงต่อเนื่อง สายการบินโดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่มีส่วนต่างกำไรต่อที่นั่งไม่มาก อาจเลือกปรับลดเที่ยวบินหรือตัดเส้นทางที่ไม่คุ้มค่าแทนการรับภาระภาษีไว้ทั้งหมด

มากไปกว่านั้น หากเที่ยวบินลดลงหรือบางเส้นทางหายไป ภาระภาษีอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ระหว่างผู้โดยสารกับสายการบิน แต่อาจส่งผลกระทบต่อไปยังคนที่ปรับตัวได้ยากกว่า เช่น โรงแรม แรงงานท่องเที่ยว ร้านอาหาร และธุรกิจในจังหวัดท่องเที่ยว ดังนั้นโจทย์ของภาษีขาออกจึงไม่ได้อยู่แค่รัฐเก็บรายได้เพิ่มได้อีกกี่พันล้านบาท แต่ต้องดูด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายจริง และภาระถูกส่งต่อไปถึงใครบ้าง

อัตราเดียวกระทบไม่เท่ากัน

ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า แม้ทุกคนจะถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันที่ 1,000 บาท แต่หากพิจารณาภาระเมื่อเทียบกับราคาตั๋ว จะพบว่าการตอบสนองของผู้เดินทางอาจแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น หากตั๋วสายการบินต้นทุนต่ำไปเมืองใกล้ๆ ในอาเซียนมีราคา 5,000 บาท ภาษี 1,000 บาทจะคิดเป็น 20% ของราคาตั๋ว ขณะที่ตั๋วชั้นธุรกิจไปยุโรปราคา 120,000 บาท ภาษีจำนวนเดียวกันคิดเป็นไม่ถึง 1% ของราคาตั๋ว ดังนั้นเมื่อเทียบด้วยสัดส่วนต่อราคา ภาษีอัตราเดียวจึงมีแนวโน้มกระทบกลุ่มที่น่าจะอ่อนไหวต่อราคามากที่สุด

งานศึกษาจากยุโรปพบว่า ภาษีขาออกทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างชัดเจนในช่วงแรก โดยผลกระทบกระจุกตัวอยู่ที่สนามบินที่พึ่งพาสายการบินต้นทุนต่ำ ขณะที่สนามบินหลักแทบไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ด้วยเหตุนี้ ภาษีอัตราเดียวจึงมีแนวโน้มกระทบต่อผู้เดินทางงบจำกัด เส้นทางระยะใกล้ และตลาดท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา มากกว่ากลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยากกว่า

ทางเลือกการออกแบบ

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ภาษี 1,000 บาทของไทยสำหรับเที่ยวบินชั้นประหยัดระยะใกล้ถือว่าค่อนข้างสูง โดยญี่ปุ่นแม้เพิ่งปรับภาษีขึ้นเป็น 3 เท่า ภาษีก็ยังอยู่ที่ประมาณ 640 บาท ส่วนฮ่องกงอยู่ที่ประมาณ 860 บาท ขณะที่ผู้โดยสารที่บินจากกัวลาลัมเปอร์มายังกรุงเทพฯ จ่ายภาษีขาออกของมาเลเซียเพียงราว 65 บาท อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าเก็บเท่าไร แต่อยู่ที่เก็บอย่างไร เพราะแต่ละประเทศมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และออสเตรเลียใช้อัตราเดียว ขณะที่หลายประเทศเลือกแยกอัตรา โดยมาเลเซียแยกตามปลายทางและชั้นโดยสาร ส่วนสิงคโปร์แยกตามระยะทางและชั้นโดยสาร เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป

ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า การจัดเก็บภาษีขาออกแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน โดยการจัดเก็บอัตราเดียวนั้นเข้าใจง่ายและจัดเก็บง่ายกว่า ส่วนการแยกอัตราตามระยะทางและชั้นโดยสารซับซ้อนขึ้น แต่ช่วยให้ภาระภาษีแตกต่างตามลักษณะการเดินทาง และอาจลดผลกระทบต่อเส้นทางระยะใกล้ที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า หากไทยจะจัดเก็บภาษีขาออกจริง ทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือการแยกอัตราตามระยะทางและชั้นโดยสาร โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้ของรัฐ ผลกระทบต่อผู้เดินทางและเส้นทางบิน รวมถึงความซับซ้อนในการจัดเก็บ ภายใต้แนวทางดังกล่าว เที่ยวบินระยะใกล้และชั้นประหยัดอาจเสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ขณะที่เที่ยวบินระยะไกลหรือชั้นธุรกิจเสียในอัตราที่สูงกว่า เพื่อให้ภาระภาษีสอดคล้องกับลักษณะการเดินทางมากขึ้น และลดผลกระทบต่อผู้เดินทางงบจำกัด ผู้เดินทางไปตลาดท่องเที่ยวระยะใกล้ และผู้ที่เดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งช่วยทำให้ภาระภาษีสอดคล้องกับกำลังจ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องออกแบบให้ชัดเจนคือ การยกเว้นภาษีสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit) โดยร่างปัจจุบันมีการยกเว้นให้ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ผู้โดยสารที่ต่อเครื่องด้วยตนเอง โดยเฉพาะกรณีเปลี่ยนสายการบินต้นทุนต่ำ อาจต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และเช็กอินใหม่ จึงมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน หากไม่ได้ออกแบบเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ภาษีอาจส่งผลกระทบต่อบทบาทของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในฐานะศูนย์กลางการบินของไทยโดยไม่ได้ตั้งใจ

โดยสรุป ศ. ดร. อธิภัทร มองว่า ภาษีขาออกมีเหตุผลในช่วงที่งบประมาณตึงตัว แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเก็บจากใคร ใครเป็นผู้รับภาระจริง และจะออกแบบอย่างไรให้ต้นทุนต่อเศรษฐกิจต่ำที่สุด การเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 29 ตุลาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรแสดงความเห็น เพื่อให้ได้มาตรการที่สมดุลระหว่างรายได้ของรัฐและผลกระทบต่อประชาชน

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap