น้ำท่วมกรุงเทพฯ ข้อมูลกระจัดกระจาย หน่วยงานขัดแย้ง จับตาภัยแล้งปีหน้า

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ข้อมูลกระจัดกระจาย หน่วยงานขัดแย้ง จับตาภัยแล้งปีหน้า

กว่า 1 สัปดาห์หลังกรุงเทพมหานครเผชิญภาวะน้ำท่วม แม้สถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ทั้งเรื่องความล่าช้าในการระบายน้ำในบางพื้นที่ ความไม่สอดคล้องของข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ และการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการจับตาว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนหรือไม่

นายกฯ สั่งรับมือฝนระลอกใหม่

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะฝนระลอกใหม่ที่จะตกระหว่างวันที่ 4-10 ตุลาคมนี้ แม้ปริมาณฝนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่ภาครัฐจะเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจะไม่ปล่อยให้ท่วมขังรอฝนระลอกใหม่เด็ดขาด อย่างไรก็ดี การระบายน้ำจำเป็นต้องประเมินปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าพื้นที่

ด้านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่ประเมินไว้ และเป็นการประเมินแผนจัดการน้ำที่ผิดพลาด พร้อมน้อมรับทุกเสียงสะท้อน หลังจากก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่ากรุงเทพมหานครสามารถรับมือกับมวลน้ำได้ และได้พร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลน้ำท่วมกระจัดกระจาย

พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า วิเคราะห์ผ่านรายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจำแนกได้ 4 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือความล้มเหลวของระบบเตือนภัย เนื่องจากกรุงเทพมหานครเองยังมีข้อสงสัยในทางปฏิบัติว่ามีอำนาจส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ได้เองโดยตรงหรือต้องรอการอนุมัติผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ช่วงแรกการเตือนภัยเป็นไปอย่างล่าช้า แต่เมื่อถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หน่วยงานรัฐกลับเปลี่ยนไปส่งข้อความ Cell Broadcast ถี่และรัวในหลายพื้นที่ จนสร้างความตื่นตระหนกและสับสนว่าควรเชื่อถือข้อมูลจากช่องทางใด

ประเด็นที่สองคือวิกฤตตัวเลขการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ขัดแย้งกันเองถึง 3 ตัวเลข โดยโฆษกรัฐบาลระบุ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานในฐานะเจ้าของข้อมูลระบุ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่รัฐมนตรีรายหนึ่งออกมาแถลงเตือนภัยด้วยตนเองโดยระบุสูงถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

“การได้รับตัวเลขขัดแย้งกันทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกและไม่สามารถประเมินได้ว่าต้องเตรียมยกระดับสิ่งของสูงเท่าใด” พรรณิการ์กล่าว

ประเด็นที่สามคือความไม่พร้อมของศูนย์พักพิงชั่วคราวและการขาดแผนอพยพ เมื่อต้องอพยพกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ท่วมขัง ปรากฏว่าศูนย์พักพิงขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ประชาชนจำใจต้องเดินเสี่ยงภัยกลับไปอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมขัง

“การทำงานของภาครัฐมักมองข้ามรายละเอียดการปฏิบัติงาน เช่น การบกพร่องในการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารดูแลทหารที่มาปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนทหารต้องเดินทางกลับหน่วยเพื่อรับประทานอาหารแล้วค่อยกลับมาปฏิบัติงานใหม่ สะท้อนถึงการขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ” พรรณิการ์ระบุ

ประเด็นสุดท้าย พรรณิการ์ย้ำว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการจากภาครัฐอย่างแท้จริงคือระบบป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ คำเตือนล่วงหน้าที่แม่นยำ และศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีความพร้อมในการดำรงชีวิตจริง ไม่ใช่เงินชดเชยเยียวยาหลังเกิดเหตุ เพราะแม้เพิ่มวงเงินชดเชยมากเพียงใดก็ไม่สามารถทดแทนทรัพย์สินที่เสียหายหรือความสูญเสียทางจิตใจได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างและอภิมหาโครงการ

รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่าหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างในช่วง 10-20 ปีหลังมีการถมดินสูงกว่าระดับเดิมมากเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวโครงการ ผลคือเปลี่ยนทิศทางน้ำ ทำให้มวลน้ำไหลทะลักไปตกในพื้นที่ต่ำกว่ารอบข้าง เช่น ชุมชนเก่าแก่อายุ 30-50 ปี แฟลตคลองจั่น ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนงามวงศ์วาน และถนนพหลโยธิน กลายเป็นวัฏจักรการแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างเอาตัวรอด ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสริมว่าพื้นที่ท้ายหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดคลองระบายน้ำและมีกำแพงรอบโครงการ ซึ่งกำแพงดังกล่าวออกแบบมาเพื่อกันขโมย ไม่ใช่กันน้ำ เมื่อมีการถมดินสูง พอดินชุ่มน้ำจากฝนตกหนัก น้ำหนักมหาศาลจะดันกำแพงจนพังถล่มภายใน 20 นาที ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างกะทันหัน

พรรณิการ์ระบุว่าจากการลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ และนนทบุรี พบว่าถนนตัดใหม่ที่สร้างยกระดับสูงขึ้นทำให้ถนนกลายเป็นคันกั้นน้ำโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้น้ำเน่าเสียถูกขังไว้ในชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายซอย ซึ่งปากซอยติดถนนหลักน้ำแห้งสนิท แต่ท้ายซอยมีน้ำท่วมสูงระดับเอวถึงอก

ด้านคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาได้อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 1.65 แสนล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 ถึง 2577 รัฐบาลประเมินว่าจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ ลดความเสียหายได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี และเก็บกักน้ำช่วงหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธรณ์มองว่าโครงการนี้ช่วยได้แค่น้ำเหนือให้ลงทะเลเพื่อช่วยพื้นที่พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฝนตกแช่ขังหรือน้ำทะเลหนุนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น เอกมัยหรือคลองจั่น เลยแม้แต่น้อย

ปรับตัวรับมือน้ำท่วมซ้ำ

รศ.ดร.ปริญญาแนะนำให้บ้านที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากเร่งยกระดับปลั๊กไฟและสายไฟขึ้นที่สูง โดยอยากให้รัฐบาลและการไฟฟ้านครหลวงเข้าช่วยสนับสนุนงบประมาณสำหรับผู้ที่มีทุนน้อย นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเลิกการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดหรือบิ้วอิน แล้วเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ทนน้ำ เช่น กระเบื้องหรือปูน

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถานการณ์นี้สะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำยังต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน และประชาชนควรติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการที่ชัดเจน ขณะที่ภาคธุรกิจและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอาจต้องเตรียมแผนสำรองรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่อาจตามมาในปีหน้า

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap