น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายศูนย์ SME พันกว่ารายสาหัส ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว

น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายศูนย์ SME พันกว่ารายสาหัส ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แม้จะคลี่คลายลงในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังลุกลามต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมพบผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบแล้ว 1,162 ราย ใน 40 จังหวัด ขณะที่ภาคธุรกิจประเมินว่ามีร้านค้ากว่า 5,000 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องปิดชั่วคราว แม้หลายแห่งน้ำไม่ท่วมร้าน แต่ยอดขายกลับลดเหลือศูนย์ เพราะลูกค้าเดินทางไม่ได้และห่วงโซ่ขนส่งหยุดชะงัก

รายได้ศูนย์ รายจ่ายไม่หยุด

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหนัก โดยคาดว่ามีร้านค้าต้องปิดให้บริการไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่วัชรพล เทพลักษณ์ สุขาภิบาล 5 และสายไหม ซึ่งมีร้านค้าและตลาดหลายพันรายต้องหยุดจำหน่ายสินค้า

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาทำความสะอาด ปรับปรุงร้าน และซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหาย

นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า โดยปกติร้านค้ารายย่อยมีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 5,000 บาท ส่วนร้านขนาดใหญ่ย่านถนนเพชรบุรีและพัฒนาการมียอดขายเฉลี่ยวันละ 50,000-100,000 บาท การปิดกิจการต่อเนื่องราว 3 วันจึงทำให้สูญเสียรายได้ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว และยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูเพิ่มเติม

“น้ำท่วม 3 วัน อาจดูเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับ SME ที่ต้องหาเงินหมุนทุกวัน 3 วันนั้นอาจหมายถึงรายได้เป็นศูนย์ ขณะที่รายจ่ายยังไม่หยุดเดิน” ฐนิวรรษกล่าว

วัตถุดิบพุ่ง ขนส่งสะดุด

นอกจากกลุ่มร้านค้าแล้ว กลุ่มไรเดอร์และผู้ให้บริการจัดส่งอาหารก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังและร้านอาหารจำนวนมากปิดให้บริการ ทำให้รถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ต้องหยุดวิ่งราว 3 วัน

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ หลังผู้ให้บริการขนส่งหยุดให้บริการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ส่งผลให้ยอดขายและการส่งมอบล่าช้า

สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น เพราะร้านค้าและตลาดเปิดน้อยลง ขณะที่การเดินทางไปจัดหาวัตถุดิบทำได้ยากและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ต้นหอมปรับราคาจากกำละ 5-10 บาท เป็น 25 บาท ส่วนไก่ย่างปรับจากตัวละ 100-150 บาท เป็นประมาณ 200 บาท

ฐนิวรรษกล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการรายย่อยต้องพึ่งพากระแสเงินสดในแต่ละวัน เมื่อขาดรายได้ติดต่อกันเพียง 1-3 วัน อาจกระทบรุนแรงต่อการหมุนเวียนเงินทุน เพราะยังมีค่าใช้จ่ายประจำทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภค

นอกจากนี้ ระบบจ่ายเงินของโครงการภาครัฐบางโครงการที่โอนเงินเป็นรอบ อาจสร้างข้อจำกัดให้ร้านค้า เนื่องจากบางส่วนโอนช่วงเที่ยงคืนและโอนส่วนที่เหลือวันถัดไป ทำให้ร้านบางแห่งไม่สามารถรับชำระเงินผ่านโครงการดังกล่าวได้ ทั้งที่ต้องใช้เงินสดซื้อวัตถุเพื่อเตรียมขายในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

เยียวยายังไม่ครอบคลุม

สำหรับหลักเกณฑ์การเยียวยาของภาครัฐในปัจจุบัน นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ส่วนใหญ่มุ่งเน้นความเสียหายของบ้านเรือนเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ร้านแพโพธิ์แก้ว ซึ่งน้ำท่วมขังนาน ได้รับเงินเยียวยาประมาณ 6,000 บาท

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหาร หลายรายเห็นตรงกันว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมความเสียหายทางธุรกิจ โดยเฉพาะการขาดรายได้ การต้องหยุดกิจการ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูร้าน เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการชดเชยความเสียหายทางธุรกิจที่ชัดเจน

กรณีร้านแพโพธิ์แก้ว อำเภอสามพราน ซึ่งเป็นสวนอาหารริมน้ำและเผชิญน้ำท่วมขังนาน สะท้อนผลกระทบที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ขณะที่ร้านเชฟเฮ้าส์ต้องปิดกิจการ 2 วัน กระทบพนักงานและลูกจ้างกว่า 30 คน

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลกระทบจากการหยุดดำเนินธุรกิจ เพื่อให้รายย่อยกลับมาเปิดกิจการ รักษาการจ้างงาน และฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด

น้ำไม่ท่วม แต่ลูกค้าหาย

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข และประธานกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ จังหวัดชลบุรี ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ร้านอาหารจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่ลูกค้าหลักเป็นพนักงานและโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ โดยเฉพาะเฟส 8 และเฟส 9 ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ลูกค้ายกเลิกการจองทั้งหมด และตลอด 3 วันที่ผ่านมา ร้านไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลย ยอดขายลดลงอย่างมาก

สุภมาสประเมินว่า ผลกระทบอาจยืดเยื้อนานนับเดือน เนื่องจากโรงงานต้องใช้เวลาฟื้นฟูความเสียหายก่อนกลับมาเปิดตามปกติ ทั้งนี้ ธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบนานกว่าภาคโรงงาน เพราะต้องรอให้พนักงานกลับเข้าทำงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ฟื้นตัวก่อนจึงจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

นอกจากผลกระทบโดยตรงแล้ว หากร้านอาหารต้องปิดหรือหยุดดำเนินงานนาน ยังอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง ทั้งร้านจำหน่ายน้ำแข็ง ร้านขายผัก ร้านจำหน่ายเนื้อหมู รวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์

สำหรับผู้อ่านในไทย สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของ SME รายย่อยที่พึ่งพารายได้รายวัน เมื่อภัยธรรมชาติแม้เพียงไม่กี่วันก็สามารถทำให้กระแสเงินสดสะดุดทันที ขณะที่มาตรการช่วยเหลือภาครัฐยังเน้นความเสียหายภาคครัวเรือนมากกว่าภาคธุรกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงที่น้ำอาจมาเป็นระลอกที่ 2 ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางแผนรับมือล่วงหน้า ทั้งการสำรองวัตถุดิบ การปรับช่องทางขาย และการเตรียมเงินทุนหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบหากต้องเผชิญสถานการณ์ซ้ำอีกครั้ง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap