บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง 5.12% สูงสุดรอบ 18 ปี จับตาภาวะบอนด์ช็อกเขย่าตลาดหุ้น

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง 5.12% สูงสุดรอบ 18 ปี จับตาภาวะบอนด์ช็อกเขย่าตลาดหุ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.12% ในการซื้อขายตลาดเอเชียวันนี้ (24 กันยายน) หลังปรับขึ้นราว 15 เบซิสพอยต์เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่ตลาดปั่นป่วนจากการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนเมษายน 2025 และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ ส่งผลให้แรงเทขายพันธบัตรลุกลามไปทั่วโลก และจุดคำถามว่าภาวะ 'บอนด์ช็อก' กำลังจะกลับมาเขย่าตลาดหุ้นอีกครั้งหรือไม่

บอนด์ช็อกอาจเกิด แต่อานุภาพไม่รุนแรงเท่าอดีต

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด อธิบายว่า บอนด์ช็อกคือภาวะที่ตลาดพันธบัตรขาดทุนหนัก จนนักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นมาชดเชยผลขาดทุน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงขายรุนแรง ขณะนี้ผู้ที่ซื้อพันธบัตรในปีนี้หรือปีที่ผ่านมาด้วยอัตราผลตอบแทนระดับต่ำต่างขาดทุนแทบทั้งหมด เพราะเมื่อยีลด์ปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตมองว่ารอบนี้แตกต่างจากอดีต เพราะบอนด์ช็อกในอดีตมักเกิดขึ้นขณะที่หุ้นอยู่ในโซนที่ร้อนแรงมาก เมื่อหุ้นแพงแรงขายจึงเป็นการทิ้งทุกราคา แต่รอบนี้ระดับมูลค่า (Valuation) ของหุ้นไม่ได้ตึงตัวเท่า

“อาจจะเรียกได้ว่าเกิด แต่อานุภาพไม่ได้รุนแรงเท่ากับในอดีตที่หุ้นลอยอยู่สูงๆ” ณัฐชาตกล่าว

2 แรงกดดัน 'น้ำมัน-สงคราม' และ 'อุปทานล้นตลาด'

ณัฐชาตระบุว่า แรงเทขายพันธบัตรรอบนี้มีต้นตอหลัก 2 ส่วน ส่วนแรกคือราคาน้ำมันที่ยืนสูงจากสงครามที่ยังไม่จบ ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตร หากเงินเฟ้อยืดเยื้อ ตลาดจะมองว่านโยบายการเงินต้องเข้มงวดต่อ นักลงทุนจึงเลือกขายปิดสถานะก่อนแล้วค่อยกลับเข้าลงทุนใหม่

ส่วนที่สองคืออุปทาน (Supply) ล้นตลาดทั้งจากภาครัฐและเอกชน ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีฐานะการคลังที่ด้อยลงและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ซึ่ง Bloomberg ระบุว่าอยู่ที่ราว 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง ส่วนฝั่งเอกชน กลุ่ม Hyperscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ออกหุ้นกู้จำนวนมาก ด้วยความเสี่ยงผิดนัดชำระที่ต่ำ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลดูน่าสนใจน้อยลง

แรงกดดันด้าน Supply เห็นชัดจากการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5 ปี มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ ซึ่งความต้องการซื้ออ่อนแอ จนต้องให้ยีลด์สูงถึง 5.033% สูงสุดนับแต่ปี 2006 และ Bloomberg ระบุว่าเป็นผลประมูลที่แย่เป็นอันดับ 2 นับแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2018 เมื่อวัดจากส่วนต่างกับระดับยีลด์ที่ตลาดคาด ดันยีลด์พันธบัตร 5 ปี ทะลุ 5% ครั้งแรกนับแต่ปี 2007

Fed ขึ้นดอกเบี้ย จุดชนวนตลาดมองขาขึ้นเต็มตัว

อีกปัจจัยที่ณัฐชาตมองว่าเร่งแรงเทขาย คือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก ทำให้ตลาดคิดว่ากำลังเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มตัว Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ก่อนสู่กรอบ 3.75-4% ครั้งแรกนับแต่ปี 2023 ขณะที่ตลาดสวอปสะท้อนการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งจะพาดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 4.75-5%

ด้าน Michael Barr ผู้ว่าการ Fed ระบุว่าน่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่ Tony Miano จาก Wells Fargo Investment Institute ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า การที่ยีลด์ทั้งเส้นปรับขึ้นพร้อมกันสะท้อนว่าตลาดเชื่อว่าเข้าสู่รอบเข้มงวดนโยบายการเงินจริง ซึ่งหมายถึงอัตราคิดลด (Discount Rate) ของหุ้นที่สูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมของภาคเอกชนและสินเชื่อบ้านที่แพงขึ้น และเกณฑ์ที่สูงขึ้นสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง

บอนด์ช็อกลามทั่วโลก ยีลด์ญี่ปุ่นสูงสุดรอบ 30 ปี

แรงเทขายลุกลามสู่เอเชียแปซิฟิก ยีลด์พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้น 10 เบซิสพอยต์ สู่ 3.075% สูงสุดนับแต่ปี 1996 ส่วนยีลด์พันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปีขึ้นสู่ 5.07% สูงสุดนับแต่ปี 2011 ภาพรวมยีลด์เฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกตามดัชนี Bloomberg Global Aggregate Treasuries ขยับขึ้นสู่ 3.99% เข้าใกล้ระดับ 4% ที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2007

ด้านตลาดหุ้นเอเชียปรับลง 0.6% ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงลง 1.5% ส่วนทองคำลดลง 0.2% สู่ราว 4,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ไตรมาส 4 ศึกยื้อระหว่างปัจจัยจุลภาคและมหภาค

ณัฐชาตมองว่ายังไม่มีใครคาดได้ว่าสงครามจะจบเมื่อใด และราคาน้ำมันจะกลับมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เมื่อไร ส่วนประเด็นฐานะการคลังอาจน่ากังวลน้อยกว่า ตัวแปรที่อาจหยุดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากพรรคเดโมแครตเข้ามาคานอำนาจ จะช่วยชะลอการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษี แต่ระหว่างนี้ยังมีเวลาอีกกว่า 1 เดือนที่บอนด์ยีลด์อาจพุ่งขึ้นต่อ

สำหรับตลาดหุ้นในไตรมาส 4 ณัฐชาตคาดว่าจะเป็นช่วงที่ปัจจัยมหภาค (Macro) และปัจจัยจุลภาค (Micron) คือเรื่องกำไรและมูลค่าหุ้น ที่จะยื้อกันไปมา ช่วงใดที่ตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาค หุ้นจะปรับลง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง Valuation จะกลับมามีบทบาทและช่วยไม่ให้หุ้นลดลงรุนแรง

ขณะที่ Ikuo Mitsui ผู้จัดการกองทุนจาก Aizawa Securities ให้มุมมองอีกด้านกับ Bloomberg ว่า ยีลด์เริ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าสนใจ และนักลงทุนตราสารหนี้อาจเริ่มมองหาจังหวะกลับเข้าลงทุน

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ย Fed ที่อาจขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap