ประธานธนาคารโลกชี้ไทยมีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูงใน 10-12 ปี หาก ‘ใช้ AI ให้เป็น’

ประธานธนาคารโลกชี้ไทยมีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูงใน 10-12 ปี หาก ‘ใช้ AI ให้เป็น’

ประธานาธนาคารโลกมองว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายใน 10-12 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องแข่งขันสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ แต่ต้องนำ AI มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงคือหัวใจสำคัญกว่าตัวเทคโนโลยี

Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าไทยสามารถก้าวเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงได้ในอีก 10-12 ปีข้างหน้า ด้วยจุดแข็งด้านบริการดิจิทัล การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการเกษตร

ไม่ต้องแข่งสร้าง AI ยักษ์

Banga ยอมรับว่าไทยได้อานิสงส์จากการบูมของ Data Center อยู่บ้าง เพราะไทยเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าเทคโนโลยีสูงที่เก่ง แต่เขาใช้คำว่าได้ประโยชน์เพียง “เล็กน้อย” เท่านั้น เนื่องจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ต้องอาศัยพร้อมกัน 5 อย่าง คือ พลังประมวลผลมหาศาล ไฟฟ้ามหาศาล ข้อมูลจำนวนมาก คนที่ใช้เป็น และเงินทุนก้อนใหญ่ ซึ่งมีตลาดเกิดใหม่เพียงไม่กี่แห่งที่มีครบ

ทางที่เหมาะกว่าคือการนำแอปพลิเคชัน AI มาใช้แก้ปัญหาจริง โดยไม่จำเป็นต้องมี Data Center ระดับ Hyperscale แต่ต้องมีข้อมูลท้องถิ่น และ AI ที่สร้างให้พอดีกับขนาดและตรงกับเป้าหมาย

“พลังของ AI ที่ถูกนำมาใช้เป็นแอปพลิเคชันสำหรับตลาดเกิดใหม่ จะไม่ทิ้งตลาดเกิดใหม่ไว้ข้างหลัง” Banga กล่าว พร้อมเตือนว่าหากทุกคนมุ่งแต่เรื่อง LLM อย่างเดียว นั่นจะกลายเป็นปัญหา

AI กระทบงานไทย 10-12%

เมื่อถูกถามว่า AI จะแย่งงานคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือไม่ Banga ตอบด้วยตัวเลขของธนาคารโลกว่า ผลกระทบจะลดลงตามระดับรายได้ของประเทศ โดยประเทศพัฒนาแล้ว งานราว 20-30% อาจได้รับผลกระทบ ขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอย่างไทยลดลงเหลือ 10-12% และประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว

เขามองว่าสิ่งที่คนไทยควรกังวลมากกว่าคือหุ่นยนต์ในภาคการผลิต ขณะที่หลายอาชีพที่เป็นจุดแข็งของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย

“AI แทนที่การท่องเที่ยวไม่ได้ คุณแทนที่ไกด์ ผู้จัดการโรงแรม หรือวัฒนธรรมและคุณค่าของประเทศแบบนี้ไม่ได้” Banga กล่าว

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างธุรกิจเกษตร สาธารณสุข การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ว่าเป็นภาคส่วนที่ยังสร้างงานได้อีกมาก

กรณีศึกษาจากอินโดนีเซียและอินเดีย

Banga ยกตัวอย่างคลินิกสาธารณสุขที่ธนาคารโลกร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซีย แต่ละคลินิกมีพยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ และผดุงครรภ์ เมื่อคนไข้มาพร้อมผื่นที่พยาบาลดูไม่ออก ก็ถ่ายรูปส่งให้แพทย์ส่วนกลาง แพทย์ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยแล้วสั่งยาหรือนัดแพทย์เฉพาะทางได้ทันที โดยพนักงานทั้งสามคนยังอยู่ครบแต่ทำงานได้มากขึ้น

ส่วนในอินเดีย เกษตรกรหญิงที่อ่านหนังสือไม่ออกสามารถส่องมือถือ 3G ไปที่ใบพืชที่เป็นโรค แล้วรู้ทันทีว่าต้องซื้อยาตัวไหนจากสหกรณ์ ธนาคารโลกตั้งเป้าขยายผลลักษณะนี้ให้เร็วขึ้น หลังจาก 3 ปีที่ผ่านมา บริการสาธารณสุขพื้นฐานที่ดีขึ้นเข้าถึงคนแล้ว 600 ล้านคน โดยมีเป้าหมาย 1,500 ล้านคนภายในปี 2030 และจะเชื่อมเกษตรกร 200 ล้านคนเข้ากับเทคโนโลยีใน 3-4 ปีข้างหน้า

สำหรับไทย Banga เล่าว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งสาธิตแอปพลิเคชันของธนาคารไทยแห่งหนึ่ง ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงสินเชื่อ ประกัน และระบบจัดการสต๊อกสินค้า ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ขยายผลได้ผ่านธนาคาร รัฐบาล และภาคเอกชน

ผลิตภาพต้องกลายเป็นค่าแรง

Banga ตอบคำถามว่าผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI อาจตกอยู่ที่กำไรบริษัทใหญ่และผู้ถือหุ้นแทนที่จะเป็นค่าจ้างที่สูงขึ้นของคนทำงาน โดยระบุว่าค่าจ้างจะขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทต้องแย่งคนที่มีทักษะ ถ้านายจ้างเลือกคนได้ 1 คนจากผู้สมัคร 5 คน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมาก แต่ถ้าต้องหาคน 5 คนจากคนที่มีอยู่เพียง 6 คน ค่าจ้างจะต่างออกไปทันที

เขามองว่าการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถม เพราะถ้าพื้นฐานไม่แข็งแรงก็ไม่มีทางตามทันคนอื่น และตั้งคำถามว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจริง ๆ คือปริญญา หรือทักษะที่ตรงกับงานที่กำลังเกิดขึ้น สอดคล้องกับที่ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เสนอให้ฝังการฝึกทักษะตั้งแต่ระดับมัธยม

อีกทางคือสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของธุรกิจ ธนาคารโลกเปิดศูนย์ผู้ประกอบการในหลายประเทศ ให้คำปรึกษากฎหมายและบัญชีฟรี และตั้งกองทุน VC ร่วมกับรัฐบาล โดยให้นักลงทุนมืออาชีพเลือกธุรกิจที่น่าลงทุน

“คนหนุ่มสาวจะรู้สึกว่ารัฐบาลและคนอย่างพวกเราอยู่ข้างเดียวกับพวกเขา เพราะโอกาสมีอยู่ทุกที่ ถ้ามีเงินทุน” Banga กล่าว

พื้นฐานต้องมาก่อน AI

Banga ย้ำว่าการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่อง AI จากประสบการณ์บริหารบริษัทเอกชนหลายปี เขาระบุว่าถ้าต้องเลือกลงทุนในตลาดใดตลาดหนึ่ง จะดู 2 สิ่งก่อนเสมอ คือ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน สะพาน สนามบิน ดิจิทัล ไฟฟ้า น้ำ ไปจนถึงทุนมนุษย์ด้านทักษะและสาธารณสุข และกฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ เรียบง่าย โปร่งใส ทั้งกฎหมายแรงงาน ที่ดิน และล้มละลาย

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ถ้าเปิดโรงแรมในประเทศหนึ่งต้องใช้ใบอนุญาต 61 ใบ แต่อีกประเทศใช้แค่ 5 ใบ นักลงทุนจะเลือกที่ไหนก็คงเดาได้ไม่ยาก เมื่อพื้นฐานพร้อม ธนาคารโลกจะช่วยลดความเสี่ยงให้เอกชนกล้าลงทุน ผ่านการประกันความเสี่ยง การปล่อยกู้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น และการรับความเสียหายส่วนแรก ปีที่แล้วธนาคารโลกดึงเงินเอกชนมาร่วมลงทุนได้ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อน

“มันไม่ใช่แค่เรื่อง AI ปัญหาใหญ่กว่านั้นมาก มันคือพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ทำงานได้จริง” Banga กล่าว

5 เครื่องยนต์พาไทยสู่รายได้สูง

Banga ชี้ว่าไทยมีโอกาสมหาศาลใน 10 ปีข้างหน้า หากโฟกัสที่ 5 เครื่องยนต์ ได้แก่ ธุรกิจเกษตร บริการดิจิทัล การผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการรุ่นใหม่

แม้จะเน้นเรื่องคนและงาน แต่ Banga ย้ำว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังสำคัญ เขาเปรียบว่าเป็นป้อมปราการที่ประเทศสร้างไว้รับมือวิกฤต และมองว่าไทยเคยผ่านบทเรียนราคาแพงมาแล้ว

“วันนี้เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกค่อนข้างใหญ่จากราคาพลังงานได้ และยังมองเห็นการเติบโต เพราะคุณมีงบดุลที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยมี” Banga กล่าว

สิ่งเดียวที่ทำให้เขากังวลคือโลกที่แตกแยกมากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องจับตาในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap