
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
กระทรวงพลังงานเตรียมพิจารณาดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นเป็นรอบที่ 8 ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2569 หลังส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบดูไบยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การกู้เงินยังถูกมองว่าไม่ใช่ทางเลือกแรก เพราะจะกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องแบกรับ
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงได้ใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาแล้ว 7 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ 28,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สามารถดึงเงินส่วนดังกล่าวกลับมาใช้บรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระดับนี้
จับตาส่วนต่างค่าการกลั่น
การคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวใช้ค่าการกลั่นในช่วงเวลาปกติเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต ซึ่งส่วนต่างจะเพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น
โฆษกกระทรวงพลังงานระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นในรอบที่ 8 เนื่องจากสถานการณ์ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาจากกราฟราคาน้ำมันสำเร็จรูปเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ จะเห็นว่าส่วนต่างยังกว้างพอสมควร
“ถ้าถามว่ามีโอกาสไหม มี จากกราฟที่เห็นค่อนข้างชัด แต่จะมีมากน้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตัวเลข” นายพงศ์พลกล่าว
การพิจารณาว่าจะเรียกเก็บในรอบที่ 8 หรือไม่ จะต้องอาศัยข้อมูลค่าการกลั่นและราคาน้ำมันในแต่ละช่วงประกอบกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงสิ้นเดือนตุลาคม เนื่องจากสามารถนำข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณเป็นระยะ เพื่อใช้กำหนดแนวทางสำหรับเดือนพฤศจิกายนได้ โดยปกติการประเมินจะติดตามข้อมูลเป็นรอบ และเมื่อได้ข้อมูลถึงช่วงกลางเดือนก็สามารถประเมินแนวโน้มเบื้องต้นได้
ค่าการกลั่นสูงเกินกรอบปกติ
สำหรับค่าการกลั่นในปัจจุบันยอมรับว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยปกติส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบจะอยู่ราว 15-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากปรับตัวสูงเกินกรอบดังกล่าวมาก ก็จะต้องพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บเงินกลับเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ผลประโยชน์จากส่วนต่างที่สูงผิดปกติถูกนำมาช่วยลดภาระกองทุนฯ
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บเงินดังกล่าวเป็นกลไกภายใต้กรอบอำนาจตามพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยหลักการสำคัญคือการจัดเก็บอย่างเหมาะสม ไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการจนเกินสมควร และต้องคำนึงถึงต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นด้วย
ในระยะยาวประเทศไทยควรมีกลไกที่ชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะการกำหนดกรอบหรือกลไกในการกำกับค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงใช้ อำนาจฝ่ายบริหารเข้ามาดำเนินการเป็นกรณี ๆ ไป
กู้เงินยังไม่ใช่ทางเลือกแรก
ประเด็นสำคัญเรื่องการกู้เงินนั้น นายพงศ์พลยืนยันว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องการใช้เป็นอันดับแรก แม้กองทุนจะมีการศึกษาแนวทางรองรับไว้แล้วก็ตาม เพราะเงินกู้จะกลายเป็นหนี้สาธารณะและท้ายที่สุดประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระในการชำระคืน
ดังนั้น หากยังสามารถใช้เครื่องมืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราคาน้ำมัน การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนในช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง การปรับโครงสร้างภาษี หรือการเพิ่มรายรับจากช่องทางอื่น กองทุนจะเลือกใช้มาตรการเหล่านี้ก่อนการกู้เงิน
“แม้ภาระกองทุนน้ำมันจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับแสนล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทันทีที่ยอดหนี้แตะระดับดังกล่าวจะต้องกู้เงิน โดยการตัดสินใจจะต้องพิจารณาฐานะกองทุน กระแสเงินสด รายรับที่จะเข้ามา แนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงเวลานั้นประกอบกัน การกู้เงินถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้หากเกิดสถานการณ์จำเป็นจริง ๆ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหาแรก เพราะนอกจากต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยแล้ว ยังสร้างภาระระยะยาวให้กับประเทศ” นายพงศ์พลกล่าว
สำหรับมาตรการจากกระทรวงการคลังในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ B20 และ E20 นั้น ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการถึงเมื่อใด โดยกระทรวงพลังงานมองว่าหากกระทรวงการคลังเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้ก็ถือเป็นผลดี เพราะสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือจากหลายหน่วยงานร่วมกัน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยอมรับว่าในมุมของกระทรวงการคลัง รายได้จากภาษีสรรพสามิตถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ จึงเข้าใจข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการ แต่หากสามารถช่วยลดภาระในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงได้ ก็จะช่วยให้การบริหารกองทุนน้ำมันทำได้ง่ายขึ้น
สงครามกลาง East กระทบอุปทาน
แนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ยืดเยื้อทั่วโลกครั้งนี้ มาจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทานหลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง
สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสมมติฐานและการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ กระทรวงพลังงานได้ทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2575 โดยเป้าหมายสำคัญคือการรักษาระดับราคาพลังงานให้เหมาะสม ไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงจนกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมบริหารภาระกองทุนให้กลับสู่ระดับที่มีเสถียรภาพ โดยไม่ผลักภาระไปสู่การก่อหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี