
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินแนวโน้มภาคธนาคารไทยอยู่ในทิศทางอ่อนแอลงจากปีก่อน โดยคาดว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของธนาคารไทยปีนี้จะแตะระดับเกือบ 4% สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินของครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs ที่งบการเงินย่ำแย่จากวิกฤตเศรษฐกิจหลายรอบติดต่อกันอยู่แล้ว
ไทยนำเพื่อนบ้าน
พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2026 โดยระบุว่ากลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีแนวโน้มคงที่และเป็นกลาง ส่วนญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ จีน อินเดีย และมาเลเซียมีแนวโน้มทรงตัว อินโดนีเซียทรงตัวถึงเชิงลบ แต่ฟิลิปปินส์และไทยมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนแอลงจากปีก่อน
สำหรับภาคธนาคารไทย พาสันติ์ระบุว่าที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้ลดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ และมีการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อไปสู่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเพื่อควบคุมความเสี่ยงโดยรวม อย่างไรก็ดี ธนาคารไทยยังคงมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงด้านคุณภาพสินทรัพย์ เพราะสินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในภูมิภาค
“ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อในระยะสั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจยังเติบโตเพียง 2% กว่า และสัดส่วน NPL ยังสูง” พาสันติ์กล่าว
ทั้งนี้ พาสันติ์ย้ำว่าความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่อ่อนแอ และเงินกองทุนยังช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง
NPL ทรงตัวสูง 3-4%
ฟิทช์คาดว่าสัดส่วน NPL ของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ระดับเกือบ 4% ในกรณีฐาน และหากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าคาด NPL อาจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานอีกเล็กน้อย โดยตัวเลขนี้ถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่แนวโน้ม NPL ของไทยใน 1-2 ปีข้างหน้ายังคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% ต่อเนื่อง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มลดลง
พาสันติ์มองว่าสาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตและฟื้นตัวช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ ข้อมูลของฟิทช์ยังชี้ว่าสัดส่วนลูกหนี้ที่แก้หนี้แล้วแต่กลับมาเป็น NPL ซ้ำเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ระดับการกลับมายังไม่สูงน่ากังวลเท่าสถิติในอดีต
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือธนาคารขาย NPL ออกได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ชะลอและลดปริมาณการรับซื้อ NPL ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะประสบความยากลำบากในการบริหารจัดการ NPL เดิมที่มีอยู่ จึงเน้นถือรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือหวังให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากในความเป็นจริง
น้ำท่วมซ้ำเติมหนี้
ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน BOT Monthly Briefing โฆษกพบสื่อ เดือนกันยายนว่า สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อสต็อกสินค้า ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และลูกค้ารายย่อยที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว
ชญาวดีระบุว่า เหตุน้ำท่วมรอบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่งบการเงินของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs แย่ลง หลังเผชิญช็อกทางเศรษฐกิจหลายรอบติดต่อกัน
“ปัญหาของหนี้สินที่อาจจะเพิ่มขึ้น โดยธปท. เตรียมพิจารณาในรายละเอียดต่อไป เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องของปัญหาหนี้สิน ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้ว” ชญาวดีกล่าว
โฆษกธปท.ย้ำว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกำชับให้สถาบันการเงินเร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งการพักชำระเงินต้น การพักชำระดอกเบี้ย การลดค่างวด การขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือการลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมาตรการเติมสภาพคล่อง ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมบ้าน และการเติมเงินทุนสำหรับ SMEs โดยรวบรวมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เหตุน้ำท่วมจากสถาบันการเงิน 16 แห่ง แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง ไว้บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ธปท. แล้ว
จับตาผลกระทบเศรษฐกิจ
ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชญาวดีกล่าวว่าธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ประเมินตัวเลขผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่ แต่เบื้องต้นมองว่าผลกระทบจะอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง และพื้นที่ก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นอาจส่งผลในวงกว้างขึ้น
สำหรับภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ส่วนการบริโภคของครัวเรือนที่อาจมีการตุนสินค้าและการซ่อมสร้าง ค่าใช้จ่ายในการซ่อมสร้างทรัพย์สินที่เสียหายหลังน้ำลดอาจช่วยชดเชยตัวเลขทางเศรษฐกิจได้บางส่วน
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าภาคธนาคารไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุณภาพสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวช้าและความเสี่ยงใหม่จากภัยธรรมชาติ ซึ่งอาจกระทบต้นทุนการระดมทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อระบบการเงินไทยในระยะข้างหน้า
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี