
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ฟิทช์ เรตติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก 'Negative' เป็น 'Stable' พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือ sovereign credit rating ของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ โดยระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความไม่แน่นอน และหนุนความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ รวมถึงแผนปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง
การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าการปรับ Outlook ครั้งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody's และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อแนวโน้มอันดับเครดิตไทยที่ระดับ 'Stable' ทั้งหมด
เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง
ฟิทช์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่อเนื่องและสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาด โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% แรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ได้แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ระบุว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง รายรับจากการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับที่ดี และคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในปี 2570
หนี้สาธารณะมีแนวโน้มลด
ด้านฐานะการคลัง ฟิทช์คาดว่าสัดส่วนหนี้รัฐบาลทั่วไป (General Government Debt) ต่อ GDP ซึ่งอยู่ที่ 59.3% ในปีงบประมาณ 2568 จะอยู่ต่ำกว่า 63% ในปีงบประมาณ 2571 ปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 65% โดยระบุว่าการปรับประมาณการดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานทางการคลังในปีงบประมาณ 2568 ที่ดีกว่าคาด ประกอบกับเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง
แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว แต่ฟิทช์มองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง และมีแผนปฏิรูปรายได้ภาครัฐเพื่อสนับสนุนการปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง
บัญชีเดินสะพัดพลิกเกินดุล
ฟิทช์ยังคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570 หลังจากคาดว่าจะขาดดุล 0.5% ของ GDP ในปี 2569 โดยการขาดดุลในปี 2569 ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center
ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ไทยมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ (Net External Asset Position) อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศ (External Interest Service) ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน
ฟิทช์ระบุว่าจะติดตามแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ความคืบหน้าของแผนปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารจัดการภาระหนี้รัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในระยะต่อไป
ด้าน ดร.เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ
สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย การที่ทั้งสามสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างมองแนวโน้มไทยที่ระดับ 'Stable' อาจสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชนที่ทรงตัว ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงภาระดอกเบี้ยของประเทศและเสถียรภาพค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี