
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ยูเนสโกเปิดเผยว่า ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกปีละ 350,000-510,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วโลกในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 313 ครั้งใน 52 ประเทศ สะท้อนความเปราะบางของสังคมยุคที่ข้อมูลล้นหลามแต่ความจริงกลับเข้าถึงได้ยาก
ความย้อนแย้งของยุคสมัย
รายงานขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ระบุว่า แม้มนุษย์ในปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารมากมายกว่าทุกยุคสมัย แต่ประชาชนทั่วโลกกลับยังตอบคำถามพื้นฐานที่สุดได้ยากว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องใด และสิ่งที่เห็นหรือได้ยินนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความย้อนแย้งของยุคสมัยที่สังคมเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่กลับเปราะบางที่สุดต่อความสับสน การบิดเบือน และความไม่ไว้วางใจ
ความเสี่ยงที่วัดเป็นตัวเลขได้
ข้อมูลเท็จแพร่กระจายรวดเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบความรับผิดชอบ ขณะที่ระบบอัลกอริทึมมักให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธหรือความไม่พอใจมากกว่าความถูกต้อง และปัญญาประดิษฐ์สามารถผลิตข้อมูลเท็จที่ดูน่าเชื่อถือได้ในปริมาณมหาศาล ยูเนสโกประเมินว่าข้อมูลบิดเบือนก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมรวมราว 350,000-510,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยส่งผลกระทบหลายด้าน ตั้งแต่การบั่นทอนประสิทธิภาพของมาตรการสาธารณสุข การบิดเบือนการเลือกตั้ง ความล่าช้าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียง ไปจนถึงการลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะ
ในปี 2568 แอ็กเซสนาว (Access Now) และเครือข่าย KeepItOn บันทึกเหตุการณ์ปิดกั้นอินเทอร์เน็ต 313 ครั้งใน 52 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตไม่เพียงขัดขวางการทำงานของสื่อมวลชนและปิดกั้นเสียงของชุมชน แต่ยังอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยรักษาชีวิตได้
กฎหมายมี แต่บังคับใช้ไม่จริง
ผลสำรวจของยูเนสโกในปี 2568 พบว่า 141 ประเทศทั่วโลกมีหลักประกันทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลเสมอไป หลายประเทศยังเผชิญข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ทั้งด้านการกำกับดูแล กระบวนการอุทธรณ์ การบังคับใช้กฎหมาย และการจัดเก็บบริหารจัดการข้อมูล โดยในบรรดาประเทศที่ตอบแบบสำรวจ มี 51 ประเทศที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลได้ แม้จะรายงานว่ามีระบบหรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วก็ตาม
คณะกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารและหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญในการทำให้บทบัญญัติทางกฎหมายเกิดผลบังคับใช้ได้จริง แต่หลายหน่วยงานต้องเผชิญข้อจำกัดจากอำนาจหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ความล่าช้าในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ การตัดงบประมาณ การแทรกแซงทางการเมือง และการคุกคามต่อความเป็นอิสระขององค์กร หน่วยงานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่และทรัพยากรที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระ
หลักฐานยืนยันข้อจำกัดดังกล่าวปรากฏชัดในปี 2568 เมื่อยูเนสโกร่วมกับศูนย์เพื่อกฎหมายและประชาธิปไตย (Centre for Law and Democracy) ทดสอบการใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูล โดยส่งคำขอข้อมูลที่มีเนื้อหาเหมือนกันจำนวน 146 คำขอใน 76 ประเทศ ผลการทดสอบพบว่า ร้อยละ 38 ของคำขอไม่ได้รับคำตอบที่เป็นสาระ มีเพียงร้อยละ 42 ที่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน และใช้เวลาตอบกลับโดยเฉลี่ย 22 วัน โดยจะมีการทดสอบลักษณะเดียวกันอีกครั้งในปี 2569 เพื่อประเมินว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
สื่ออิสระคือกลไกถ่วงดุล
เมื่อเกิดสุญญากาศทางข้อมูล สื่อมวลชนที่เป็นอิสระและกล้าหาญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม งานสื่อสารมวลชนช่วยกลั่นกรองข้อมูลและช่วยให้สาธารณชนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านการสืบสวน การตั้งคำถาม การตรวจสอบยืนยัน และการอธิบายบริบท อีกทั้งยังมีบทบาทรับมือกับข้อมูลบิดเบือน ตั้งคำถามในประเด็นที่บางฝ่ายอาจไม่ต้องการตอบ และช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างมีความหมาย
องค์กรสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะและองค์กรสื่อมวลชนอิสระเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลปัญหาดังกล่าว ภารกิจขององค์กรเหล่านี้ไม่ใช่การไล่ตามยอดผู้ชมให้ได้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่คือการให้ข้อมูลและให้บริการแก่ประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งฐานผู้ชมที่กระจายตัวมากขึ้น ความไว้วางใจที่ลดลง การแทรกแซงทางการเมือง ข้อจำกัดด้านการเงิน การพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนเนื้อหาเท็จ เนื้อหาสังเคราะห์ และเนื้อหาที่ถูกบิดเบือนซึ่งแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง
การที่องค์กรสื่อต้องดิ้นรนเพื่อผลิตงานที่มีคุณภาพต่อไปไม่ใช่เพียงปัญหาของภาคสื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของประชาธิปไตย การรับมือต้องครอบคลุมถึงการกลับมาลงทุนในงานสื่อสารมวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ การรักษาความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ การตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบยืนยันข้อมูลจากแหล่งเปิด การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ตลอดจนความร่วมมือข้ามพรมแดน ในเมื่อข้อมูลเท็จแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้ สื่อมวลชนที่ยึดมั่นในการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือก็ต้องร่วมมือกันข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน
สำหรับผู้อ่านในไทย ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพของข้อมูลที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน และภัยพิบัติ ยูเนสโกย้ำว่า สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความโปร่งใส แต่เป็นรากฐานสำคัญของเสรีภาพ เมื่อไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและการดำเนินการต่าง ๆ ที่กระทำในนามของประชาชน ม่านหมอกแห่งการหลอกลวงก็ยิ่งหนาทึบ เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีชักจูงสังคมให้เข้าใจผิดได้โดยไม่ต้องรับผิด สังคมจะเปราะบางที่สุดเมื่อการเข้าถึงข้อมูลถูกปิดกั้น
เนื่องในวันข่าวโลก (World News Day) และวันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (International Day for Universal Access to Information) ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายน ความท้าทายจึงอยู่ที่การนำหลักการเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยยูเนสโกเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังและปกป้องความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อพื้นที่ข้อมูลข่าวสารบนแพลตฟอร์มที่ตนสร้างขึ้น
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ