ระเบียบเนรเทศใหม่ เปิดช่องส่งกลับต่างชาติสีเทา แต่หวั่นแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยโดนลูกหลง

ระเบียบเนรเทศใหม่ เปิดช่องส่งกลับต่างชาติสีเทา แต่หวั่นแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยโดนลูกหลง

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งรัดการผลักดันคนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายออกนอกประเทศให้รวดเร็วขึ้น หลังสังคมไทยสะสมความไม่พอใจต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งขบวนการสแกมเมอร์ ขบวนการพ่อทิพย์ บัตรสีชมพู และนอมินีทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ระเบียบฉบับนี้อาจมีช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มเปราะบางอย่างแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ผลประโยชน์ที่ตำรวจได้รับ

สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รอง ผบก.สส.สตม.) เปิดเผยว่า แม้ระเบียบนี้จะเป็นส่วนเสริมของ พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ. 2499 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย แต่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ก็ได้ประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะการลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายและลดความแออัดของห้องกัก

ปัญหาที่ผ่านมาคือ หลังการปราบขบวนการสแกมเมอร์ที่เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ในปี 2568 มีการจับกุมอาชญากรชาวต่างชาติจำนวนมาก ผู้ที่ถูกควบคุมตัวซึ่งไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ต้องถูกดำเนินคดี และเมื่อคุมขังสิ้นสุดหรือศาลรอลงอาญา ก็ต้องส่งกลับประเทศต้นทาง สำหรับคนต่างชาติ 3 สัญชาติที่ติดชายแดนไทย คือ ลาว เมียนมา และกัมพูชา เจ้าหน้าที่สามารถผลักดันกลับได้ทันทีด้วยการขับรถไปส่งที่ด่าน แต่ประเทศที่ไม่ได้ติดชายแดน ผู้ต้องกักต้องออกค่าตั๋วเดินทางเอง กลายเป็นช่องว่างให้ผู้ต้องกักไม่ยอมกลับประเทศ เพราะไม่อยากกลับหรือไม่มีทุนทรัพย์

แม้จะมีกลไกความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ช่วยดูแลค่าใช้จ่าย แต่ให้ความช่วยเหลือได้เฉพาะกลุ่มผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เท่านั้น ทำให้เกิดภาวะผู้ต้องกักตกค้างในห้องกักยาวนานหลายปี

ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แตกต่าง

สุรศักดิ์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องกักกลุ่มนี้เฉลี่ยปีละ 24,000 บาทต่อคน ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยหนักที่ต้องส่งโรงพยาบาล ซึ่งบางกรณีอาจสูงถึงหลักแสนบาท ในทางกลับกัน หากภาครัฐออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้ต้องกักเดินทางกลับประเทศต้นทาง ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่คนละประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งถูกกว่าการดูแลภายในห้องกัก

อย่างไรก็ดี มาตรา 55 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ยังไม่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้งบประมาณออกค่าเครื่องบินผลักดันผู้ต้องกักได้ การมีระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับล่าสุดจึงเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ ทำให้ภาครัฐใช้งบประมาณผลักดันผู้ต้องกักออกนอกประเทศได้ทันที ปัจจุบัน สตม. ระบุว่ามีผู้ต้องกักประมาณ 400 คนที่ยังกลับประเทศต้นทางไม่ได้ หากส่งกลุ่มนี้กลับได้จะช่วยลดความแออัดของสถานกักกันคนต่างด้าว

ธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มองว่า การเร่งรัดกระบวนการผลักดันกลับภายใต้ระเบียบสำนักนายกฯ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไม่เสี่ยงตกเป็นผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมาน มาตรา 6 จากการคุมขังผู้ต้องกักโดยไม่มีกำหนด

ความคลุมเครือที่ต้องจับตา

แม้ภาครัฐมองว่าระเบียบนี้เป็นเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว แต่ภาคประชาสังคมยังคงกังวลกับความคลุมเครือ 2 ส่วนหลัก คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะถูกบังคับใช้ เนื่องจากระเบียบไม่ได้ระบุเจาะจงว่าบังคับใช้กับใครบ้าง และฐานความผิดกับพฤติการณ์ที่เข้าข่ายถูกเนรเทศซึ่งกว้างขวางและไม่ชัดเจน

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชาสังคม ชี้ว่า ระเบียบข้อ 4 เปิดช่องให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายพิจารณาส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งผลักดันออกนอกประเทศได้ หากบุคคลต่างชาติมีพฤติกรรมขัดศีลธรรมอันดี ความสงบเรียบร้อย หรือความผาสุกของประชาชน ขณะที่ข้อ 5 ระบุฐานความผิดครอบคลุมเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำงานผิดประเภท ทำเอกสารปลอม และคดีอาญาร้ายแรงที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป รวมถึงตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน

หลังระเบียบเริ่มใช้ไม่นาน มีชาวต่างชาติถูกออกคำสั่งเนรเทศแล้ว 2 ราย โดยรายแรกเป็นชาวอิสราเอลเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 และรายที่สองเป็นชาวฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา

ข้อกังวลของภาคประชาสังคมคือ การใช้ดุลพินิจกว้างขวางอาจทำให้แรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมถูกเนรเทศไปด้วย ซึ่งจะกระทบทั้งสิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติ และความเชื่อมั่นของไทยบนเวทีนานาชาติ สำหรับผู้อ่านในประเทศไทยที่ต้องติดตามคือ การบังคับใช้ระเบียบนี้ในทางปฏิบัติจะสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและสิทธิของกลุ่มเปราะบางได้หรือไม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทางคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเพียงใดในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap