รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก

รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิดเกือบทุกข้อหาจากทั้งหมด 115 ข้อหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎด้านการเงินของพรีเมียร์ลีก ตามรายงานของ The Athletic ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยระบุว่าสโมสรถูกตัดสินว่าผิดทุกข้อหายกเว้นเพียงข้อเดียว ขณะที่บทลงโทษยังไม่ได้รับการตัดสินและยังเปิดทุกความเป็นไปได้ คาดว่าแมนฯ ซิตี้จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป

จุดเริ่มต้นคดี

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ หากผลเป็นไปตามรายงาน ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อและเป็นประเด็นร้อนของพรีเมียร์ลีกมานานกว่า 3 ปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากเอกสารหลุดเมื่อปี 2018 หลัง Der Spiegel หนังสือพิมพ์เยอรมัน เผยแพร่เอกสารทางการเงินของแมนฯ ซิตี้ที่หลุดออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะตั้งข้อหาสโมสรในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังสอบสวนนาน 4 ปี และส่งเรื่องให้คณะกรรมการอิสระพิจารณา

ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่สโมสรไม่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ซึ่งสะท้อนภาพที่แท้จริงและเป็นธรรมของรายได้ รวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนและต้นทุนการดำเนินงาน ในทุกฤดูกาลตั้งแต่ 2009-10 ถึง 2017-18 ข้อกล่าวหาอื่นยังรวมถึงการไม่เปิดเผยรายละเอียดการจ่ายเงินให้นักเตะและโค้ช, การละเมิดกฎการเงินแฟร์เพลย์ของ UEFA และกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีกเอง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าได้รับรายได้จากผู้สนับสนุนที่สูงเกินจริงจากบริษัทที่เชื่อมโยงกับเจ้าของสโมสร

ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อข้อกล่าวหาถูกเปิดเผยในปี 2023 แมนฯ ซิตี้ระบุว่า "ประหลาดใจ" และยินดีให้คณะกรรมการอิสระพิจารณาหลักฐานที่สโมสรมองว่ามีจำนวนมากและหักล้างไม่ได้ ซึ่งสนับสนุนจุดยืนของสโมสร

ด้านโฆษกของแมนฯ ซิตี้ ระบุว่า "กระบวนการของพรีเมียร์ลีกยังดำเนินอยู่ โดยยังมีส่วนสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ และอยู่ภายใต้การรักษาความลับอย่างเข้มงวด จุดยืนของสโมสรจึงยังคงเป็นไปตามแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023" พร้อมย้ำว่าสโมสรเคารพกระบวนการอันชอบธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด 8 ปี บนพื้นฐานที่ว่าคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของพรีเมียร์ลีกจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลที่เป็นอิสระ เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ปราศจากอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขณะที่พรีเมียร์ลีกปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยโฆษกระบุเพียงว่า "นี่เป็นกระบวนการที่เป็นความลับ เราจะไม่ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น"

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2024 และสิ้นสุดเกือบ 3 เดือนต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม โดยคณะกรรมการอิสระ 3 คนที่แต่งตั้งโดยประธานอิสระของคณะกรรมการตุลาการพรีเมียร์ลีก สื่ออังกฤษรายงานว่าแมนฯ ซิตี้ว่าจ้าง เดวิด แพนนิก เป็นทนายความนำทีม ส่วนพรีเมียร์ลีกมี อดัม ลูอิส เป็นตัวแทน

บทลงโทษที่เป็นไปได้

บทลงโทษมีตั้งแต่ปรับเงินจนถึงไล่ออกจากลีก โดยกำหนดไว้ในกฎข้อ W.51 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีตั้งแต่การตักเตือนและปรับเงิน ไปจนถึงการตัดแต้ม และร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากพรีเมียร์ลีก โดยคณะกรรมการยังสามารถรวมบทลงโทษหลายอย่างเข้าด้วยกัน หรือกำหนดบทลงโทษอื่นที่เห็นว่าเหมาะสมได้

ประเด็นที่แฟนบอลจับตาคือการตัดแต้มอาจมีผลตั้งแต่วันที่ตัดสินหรือมีผลย้อนหลังก็ได้ ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ที่แมนฯ ซิตี้อาจถูกริบแชมป์ อย่างไรก็ตาม เจมส์ ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายด้านการกำกับดูแลกีฬาจาก Onside Law เคยบอกกับ The Athletic เมื่อปี 2023 ว่าหากมีการตัดแต้ม เขาคาดว่าจะมีผลกับฤดูกาลต่อจากนี้ เพราะโดยทั่วไปคณะกรรมการไม่ชอบตัดสินแชมป์ผ่านกระบวนการศาล ที่สำคัญคือบทลงโทษใดๆ ต้องเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ได้

เอียน ฮาร์กรีฟส์ หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมาย Quillon Law มองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะผลการตัดสินตามที่มีรายงานเป็นเพียงการเปิดฉากเฟสใหม่ของคดี โดยคำถามสำคัญคือคณะกรรมการจะมองว่าบทลงโทษระดับใดเหมาะสมกับความผิด และจะอ้างอิงแนวทางจากคดีก่อนหน้าอย่างไร เขาระบุว่ามีทางเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ระดับปานกลางอย่างการห้ามซื้อขายนักเตะ ไปจนถึงระดับร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากลีก รวมถึงยังมีคำถามว่าคำตัดสินจะยืนหยัดได้หรือไม่ในการอุทธรณ์ที่คาดว่าจะเข้มข้น

ตัวอย่างจากคดีก่อนหน้าคือ Everton ถูกตัดรวม 8 แต้มในฤดูกาล 2023-24 จากการละเมิดกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืน 2 ครั้ง ส่วน Nottingham Forest ถูกตัด 4 แต้มเมื่อเดือนมีนาคม 2024 จากการละเมิดกฎเดียวกัน ซึ่งทั้งสองคดีมีขนาดเล็กกว่าข้อกล่าวหาต่อแมนฯ ซิตี้มาก

มิติที่ไปไกลกว่าสนาม

แมนฯ ซิตี้เคยเผชิญคดีลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 UEFA เคยสั่งแบนสโมสรจากการแข่งขันระดับยุโรป 2 ปี พร้อมปรับ 26.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.19 พันล้านบาท) หลังพบว่ารายงานรายได้จากผู้สนับสนุนสูงเกินจริงระหว่างปี 2012-2016 ทว่าศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) กลับคำตัดสินดังกล่าวในอีก 5 เดือนต่อมา เนื่องจากความผิดที่ถูกกล่าวหาบางส่วนพิสูจน์ไม่ได้ ส่วนบางส่วนก็เกิดขึ้นนานเกินกว่าที่กฎของ UEFA จะลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม CAS ก็ตัดสินว่าแมนฯ ซิตี้มีความผิดฐานไม่ให้ความร่วมมือกับ UEFA ด้วยการไม่ส่งหลักฐานจำนวนมาก ซึ่ง CAS ระบุว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง จนนำไปสู่ค่าปรับ 8.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 390 ล้านบาท)

ความสำเร็จในสนามของแมนฯ ซิตี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตา เพราะนับตั้งแต่ Abu Dhabi United Group ของ ชีค มันซูร์ บิน ซายิด อัล นาห์ยาน เข้าซื้อสโมสรในปี 2008 ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 8 สมัย, แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และลีก คัพ 7 สมัย ในจำนวนนี้ 6 ถ้วยได้มาหลังถูกตั้งข้อหา ขณะที่ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎ สโมสรคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และคอมมิวนิตี้ ชิลด์

คดีนี้ยังมีมิติทางการเมืองด้วย เพราะเจ้าของสโมสรเป็นน้องชายของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแมนฯ ซิตี้ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านกีฬาจากตะวันออกกลางที่ประสบความสำเร็จที่สุด ขณะที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็พยายามกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

ไซมอน ลีฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Three Points Law ซึ่งเขียนเรื่องการกำกับดูแลการเงินในวงการฟุตบอล มองว่า "นี่คือข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงซึ่งพุ่งตรงไปที่หัวใจของสโมสร" และหากไม่ถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียงและสถานะของสโมสรในโลกฟุตบอล ด้าน แคโรไลน์ ไดเนจ ประธานคณะกรรมาธิการวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของรัฐสภาอังกฤษ ระบุว่ารายงานดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการฟุตบอลของประเทศ และระยะเวลากับค่าใช้จ่ายที่มากผิดปกติของกระบวนการนี้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าต้องปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปตามครรลอง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap