วิเคราะห์มหากาพย์พื้นที่ปทุมวัน: เมื่อคำพิพากษาศาลออนไลน์กลบปัญหาที่แท้จริงของเด็กช่างตี…

วิเคราะห์มหากาพย์พื้นที่ปทุมวัน: เมื่อคำพิพากษาศาลออนไลน์กลบปัญหาที่แท้จริงของเด็กช่างตี…

ความขัดแย้งและคำสั่งงดการเรียน

ความขัดแย้งระหว่างสองสถาบันอาชีวะใจกลางเมืองในพื้นที่ปทุมวันซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าและศูนย์การค้าหลายแห่ง ได้นำไปสู่ความเสียหายในพื้นที่และคำสั่งให้งดการเรียนการสอนเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมกำหนดให้หาวิธีจัดการเรียนการสอนรูปแบบอื่นแทน ขณะที่เรื่องราวดังกล่าวถูกผูกโยงเข้ากับการเร่งรัดให้คืนพื้นที่แก่มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในละแวกนั้น

คำพิพากษาศาลโซเชียล

แม้เหตุการณ์เด็กช่างตีกันจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้สะท้อนปรากฏการณ์ที่น่าจับตา นั่นคือสังคมออนไลน์รวมทั้งสื่อกระแสหลักต่างมี “คำพิพากษา” ต่อเรื่องนี้ไปแล้วอย่างรุนแรง ราวกับเป็นคำตัดสินจากศาลโซเชียลที่ทรงอำนาจ จนทำให้ปัญหาการแก้ไขเรื่องเด็กตีกันกลายเป็นเรื่องของการไล่รื้อพื้นที่ตามสิทธิในที่ดินซึ่งมีคำตัดสินให้คืนพื้นที่แก่มหาวิทยาลัยเจ้าของที่ดินไปแล้ว

ข้อน่าสังเกตคือ เรื่องสิทธิในที่ดินของมหาวิทยาลัยเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ปัญหาการตีกันของเด็กช่างกลับไม่ปรากฏที่มาที่ไปในสื่อเลยว่าแท้จริงแล้วเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และทำไมเด็กช่างจึงต้องตีกัน โดยเฉพาะในรอบล่าสุดนี้ สื่อทุกแห่งดูเหมือนจะยอมรับตรงกันว่าเด็กช่างตีกันเป็นสิ่งที่ผิด และแนวทางจัดการล่าสุดคือการงดเรียนและแยกสถาบันออกจากกัน ซึ่งเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินที่จะอยู่ต่อไปได้อยู่แล้ว การแยกออกจากกันก็ยิ่งกลายเป็นทางออกที่ง่ายขึ้นไปอีก แม้อีกฝ่ายจะถูกกดดันไปด้วยก็ตาม

ปรากฏการณ์นี้ชวนให้นึกถึงภาพจากภาพยนตร์เรื่องโฟร์คิงส์ทั้งสองภาค ซึ่งอิงจากเรื่องจริงบางส่วน ที่ตัวละครเด็กช่างไม่ได้อยู่โรงเรียนติดกัน แต่ยังเดินทางไปตีกันหรือตีกันในเทศกาลดนตรีจนกลายเป็นไฮไลต์ประจำปี หลายฝ่ายคงได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว รวมถึงรุ่นพี่ศิษย์เก่าของสถาบันช่างกลกลางเมืองทั้งสองแห่งว่า ปัจจุบันการตีกันไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ และหากยังตีกันในรูปแบบเดิม ความเสี่ยงที่จะถูกสังคมใช้มาตรการลงโทษจนถึงขั้นถูกสั่งหยุดเรียนและย้ายสถานที่เรียนก็จะยิ่งใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที

คุณภาพสถาบันและคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ในอีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาในเชิงคุณภาพ สถาบันช่างกลกลางกรุงทั้งสองแห่งนี้ถือเป็นสถานศึกษาระดับสูงกว่าภาพในโฟร์คิงส์ เนื่องจากเปิดสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปริญญาตรี จนถึงปริญญาเอก และมีผลงานที่ได้รับการยอมรับมากมายทางการศึกษา คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ เพราะเหตุใดเราจึงยังไม่เข้าใจว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในสถาบันช่างกลทั้งสองแห่งนี้ และในสถาบันอื่น ๆ อีกหลายแห่ง

ประเด็นสำคัญอีกมุมหนึ่งคือ ขณะที่ประเทศกำลังขาดแคลนกำลังคนด้านวิศวกรรมและช่างเพื่อการพัฒนาประเทศ เหตุใดระบบการศึกษาอาชีวะซึ่งมีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าปริญญาบัณฑิตและไม่แตกต่างจากมหาวิทยาลัย จึงให้ผลลัพธ์ที่ก่อปัญหาได้มากมายเพียงนี้ ทั้งที่ไม่ได้หมายความว่าระบบอุดมศึกษาสายสามัญจะดีกว่า เพราะก็มีปัญหามากมายให้เห็น เพียงแต่ไม่ได้ตีกัน และในระบบการศึกษาอาชีวะขั้นสูงเองก็ยังมีตัวอย่างที่ดีของสถาบันอื่นที่ไม่มีชื่อเสียงในทางนี้และไม่มีประเพณีความรักความแค้นแบบนี้

สิ่งที่ไม่พบในเรื่องนี้เลยคือคำตอบว่าผู้กระทำผิดเป็นใคร ไม่ได้ยินมุมมองของพวกเขา ไม่เห็นภาพการบริหารสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่ง ไม่พบการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ไม่พบการลงโทษผู้บริหารสถาบัน หรือการสรรหาผู้บริหารสถาบันที่สังคมให้ความสนใจ น่าแปลกที่สื่อปล่อยเรื่องราวเหล่านี้ตกหายระหว่างทาง และดูเหมือนข่าวจะให้ความสนใจกับความเฉียบขาดของรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มากกว่าปัญหามากมายที่อยู่ใต้พรมก่อนที่คุณยศชนันจะเข้ามากำกับดูแล

ขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตีกันก็จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย เพราะจากข่าวพวกเขาไม่ได้ออกมาตีกันทั้งโรงเรียน ส่วนมหาวิทยาลัยที่เป็นเจ้าของที่ดินนั้น แท้จริงไม่ได้รับแรงกดดันจากสังคมใด ๆ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเพียงใดในเรื่องนี้ ทั้งที่ในฐานะเจ้าของที่ดินที่อ้างตามกฎหมายและชนะคดีในศาลแล้ว การคืนพื้นที่กลับทำได้ล่าช้า และไม่เคยแถลงใด ๆ ต่อความล่าช้านั้น สิ่งที่ปรากฏในข่าวกลับเป็นแรงสนับสนุนทางสังคมว่ามหาวิทยาลัยน่าจะได้ที่ดินคืนเร็วขึ้น พร้อมเรื่องราวจากศิษย์เก่าที่เคยหวาดกลัวผลกระทบจากการตีกันของสองสถาบันนี้ท่วมโลกโซเชียล

เจ้าของมหาวิทยาลัยและสิทธิในที่ดิน

ประเด็นเรื่องคำสั่งที่อาจมีสถานะเพียงความเห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรใช้พื้นที่ในทางพาณิชย์นั้นน่าตั้งคำถามว่า เมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว คำสั่งนี้จะมีความหมายเพียงใด หากผู้บริหารมองว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการพัฒนาที่ดิน และมองผู้เกี่ยวข้องรายอื่นเป็นเพียงผู้เช่าที่มีอำนาจต่อรองไม่เท่าเทียม หรือเป็นเพียงผู้ที่มหาวิทยาลัย “อนุญาต” ให้ใช้พื้นที่

มหาวิทยาลัยต้องการรายได้เช่นเดียวกับองค์กรอื่น และความสง่างามในการหารายได้ก็มีได้หลายรูปแบบ แต่ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยมีสถานะคล้ายเจ้าของที่ดินในโลกยุคกลาง บางคนอาจคิดว่ามหาวิทยาลัยให้บริการสอนโดยเก็บค่าเทอม แต่ลึกลงไปยังมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และส่วนสำคัญคือมหาวิทยาลัยที่พอเลี้ยงตัวเองได้มักปล่อยทรัพย์สินให้เช่าเพื่อเก็บรายได้ เพราะมองว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางกายภาพเหล่านั้น ปัจจุบันยังมีค่าเช่าจากทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิในการพิมพ์วิทยานิพนธ์และส่วนแบ่งจากทุนวิจัยที่อาจารย์ต้องไปหาเพื่อเพิ่มรายได้ของตนเอง ซึ่งมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเจ้าของปัญญาที่จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้

คำถามที่ตามมาคือ ใครคือเจ้าของมหาวิทยาลัย ใครมีอำนาจตัดสินใจกำหนดทิศทาง และมหาวิทยาลัยมีความพร้อมรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรในกรณีที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเอกชน หากประชาชนและสังคมมีส่วนเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยด้วย ทิศทางในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องจะเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่หรือไม่ และยังไม่เห็นข่าวชัดเจนว่าแผนปรับปรุงพื้นที่หลังได้โรงเรียนคืนมาจะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยบอกว่ามี แต่ข้อมูลไม่ปรากฏชัดในหน้าสื่อ หรือมีกระบวนการใดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap