
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
กรณีข้อสังเกต 'บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง' ที่ประชาชนตั้งคำถามว่าอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ กำลังจะถึงจุดตัดสินสำคัญเมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนและเดินเผชิญสืบในวันที่ 28 กันยายนนี้ หลังจากรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา คำวินิจฉัยครั้งนี้อาจส่งผลต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และอนาคตของระบบเลือกตั้งไทย
จุดเริ่มต้นข้อสงสัย
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นครั้งแรกที่จัดเลือกตั้ง สส. พร้อมกับออกเสียงประชามติว่าด้วยการเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ใช้สิทธิจึงได้รับบัตร 3 ใบ คือ บัตรสีเขียวสำหรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต บัตรสีชมพูสำหรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรสีเหลืองสำหรับออกเสียงประชามติ
หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เริ่มมีข้อสังเกตจากประชาชนว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพู มีแถบบาร์โค้ดติดอยู่ โดยกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือโพสต์เฟซบุ๊กของ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ชี้ว่าบาร์โค้ดบนบัตรแต่ละใบมีลักษณะเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน
ต่อมามีการตรวจสอบกันอย่างกว้างขวาง พบว่าเมื่อสแกนบาร์โค้ดจะได้ตัวอักษร A ตามด้วยตัวเลข 8 ตัว เช่น A12345678 และจากการตรวจสอบภาพถ่ายบัตรช่วงนับคะแนนในหน่วยเดียวกัน พบว่าตัวเลข 8 ตัวนั้นเรียงลำดับต่อเนื่องกัน บ่งบอกว่าเป็นบัตรจากเล่มเดียวกัน แม้จะกากบาทลงคะแนนต่างพรรคกัน
ข้อกังวลเรื่องการสืบย้อนตัวตน
ลอย ชุนพงษ์ทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตว่า หากนำบาร์โค้ดที่มีตัวเลขจำเพาะต่อเนื่องกันไปจับคู่กับต้นขั้วบัตรซึ่งระบุเลขเล่มและลำดับที่ของบัตร ก็จะสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าผู้ใช้สิทธิคนใดลงคะแนนให้พรรคใด และหากนำข้อมูลนี้คำนวณร่วมกับลำดับการเข้ามาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง ก็อาจสืบย้อนถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ กกต. แถลงข่าวโดย ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปโดยตรงและลับ ไม่สามารถรู้ได้ว่าบัตรแต่ละใบเป็นของผู้ใด เพราะในการนับคะแนน ต้นขั้วบัตรถูกแยกไปเก็บคนละสถานที่กับบัตรเลือกตั้งแล้ว ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบสามส่วนที่จะสืบย้อนหาผู้ลงคะแนนได้
ด้าน วรพงษ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงว่าบาร์โค้ดมีไว้เพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบ กกต. ข้อ 129 ให้อำนาจกำหนดรหัสหรือเครื่องหมายเพิ่มเติมในบัตรโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง และใช้ตรวจสอบย้อนกลับว่ามีการพิมพ์บัตรเกินจำนวนหรือมีบัตรเล็ดลอดออกจากหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ พร้อมยอมรับว่าการสแกนบาร์โค้ดจะระบุเลขที่บนบัตรได้
เส้นทางสู่ศาลรัฐธรรมนูญ
ภายหลังการเลือกตั้ง ภาคประชาชนเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ กกต. มีมติให้ลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างการนับคะแนน โดยมี ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการ D-Vote, ธนารัตน์ และตัวแทนพรรคการเมืองอย่าง พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และศึกศิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมสังเกตการณ์
มีการรายงานว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ในการลงคะแนนใหม่ไม่มีการระบุหมายเลขที่บัตรบนต้นขั้ว แม้ยังมีบาร์โค้ด พริษฐ์ให้ความเห็นว่าเมื่อบัตรใหม่ไม่มีต้นขั้วจะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้อนุมานได้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สามารถสืบย้อนถึงตัวผู้ออกเสียงได้จริง และถือเป็นหลักฐานใช้ฟ้องคดีต่อศาลได้
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ สำนักงาน กกต. โดย ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลรวม 6 ราย จากเหตุการณ์ระหว่างการลงคะแนนใหม่ โดยอ้างว่ามีการถ่ายภาพหน้าบัตรและต้นขั้ว พยายามสแกนถอดรหัส QR Code และบาร์โค้ด ซึ่งเกินขอบเขตของกฎหมายและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่
ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องร้องเรียนจากประชาชน 21 เรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่ จากกรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตร
นัยสำคัญต่อการเมืองไทย
การนัดไต่สวนและเดินเผชิญสืบของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 กันยายนนี้ จึงเป็นจุดชี้ขาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสุ่มเสี่ยงเป็นโมฆะหรือไม่ คำวินิจฉัยอาจส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้งในอนาคต
ขณะเดียวกัน คดีที่ กกต. แจ้งความต่อผู้สังเกตการณ์และผู้ตรวจสอบบาร์โค้ด ยังสะท้อนความตึงเครียดระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคประชาชนที่เฝ้าจับตากระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของไทย
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี