ศุภจีนำทีมบินนิวยอร์ก ลุ้นปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ก่อนประกาศผลไต่สวนมาตรา 301

ศุภจีนำทีมบินนิวยอร์ก ลุ้นปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ก่อนประกาศผลไต่สวนมาตรา 301

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ว่าเตรียมร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีเดินทางไปนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ และภาคเอกชนรายสำคัญ โดยตั้งเป้าประกาศผลการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ให้ได้ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นผลการไต่สวนเบื้องต้นที่ยังไม่บังคับใช้ และคาดว่าจะประกาศในเร็ว ๆ นี้

เดินหน้าปิดดีล ART

ก่อนหน้านี้ ศุภจีได้เดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และลงนามในพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวพบหารือทวิภาคีกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อติดตามผลการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART)

ทั้งสองฝ่ายได้สรุปกรอบการเจรจากับ USTR ตั้งแต่ครั้งที่เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยขั้นตอนต่อไปจะต้องตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงฯ ให้สอดคล้องตรงกันเพื่อความรอบคอบและชัดเจน

ภารกิจญี่ปุ่น-นิวยอร์ก

ศุภจีกล่าวว่า หลังจากภารกิจที่ฟิลิปปินส์ ได้เดินทางมาร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรีที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 กันยายน และมีโอกาสหารือกับทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงผลักดันการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีร่วมกัน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ญี่ปุ่นในวันเดียวกัน จะร่วมติดตามนายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อพบหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ และภาคเอกชนรายสำคัญของสหรัฐฯ

เป้าหมายคงอัตราภาษี

ศุภจีระบุว่า การเดินทางครั้งนี้ตั้งเป้าให้สามารถประกาศผลการเจรจาได้ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นผลการไต่สวนเบื้องต้นที่ยังไม่บังคับใช้ โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะประกาศในเร็ว ๆ นี้

“ตั้งใจว่าจะทำการสรุปรายละเอียดทั้งหมดให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถคงอัตราภาษีไว้ในกรอบที่เราได้ตกลงกันไว้เมื่อปีที่ผ่านมา” ศุภจีกล่าว

การเร่งปิดรายละเอียดความตกลง ART ครั้งนี้ถือเป็นจังหวะสำคัญของไทยในการรักษาเสถียรภาพด้านภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าส่งออกที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าที่อาจส่งผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการและราคาสินค้าภายในประเทศในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap