สกพอ.เผยลงทุน EEC ทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เดินหน้าเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

สกพอ.เผยลงทุน EEC ทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เดินหน้าเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

บทบาทการลงทุนของ EEC

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ว่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเงินลงทุนจริงเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ สะท้อนบทบาทพื้นที่เศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์และผลการดำเนินงาน

เลขาธิการ สกพอ. ระบุว่า EEC ถูกออกแบบให้เป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วัตถุประสงค์ 5 ประการ ได้แก่ การนำกิจกรรมเศรษฐกิจทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การจัดบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการที่ดิน และการพัฒนาเมืองให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน หลังจากดำเนินงานมา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2561

ผลการดำเนินงานในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 66% ภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6% โดยเศรษฐกิจพื้นที่ EEC เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 เศรษฐกิจหดตัว -7.1% แต่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ สำหรับสัดส่วนต่อ GDP ประเทศไทย GDP ของ 3 จังหวัด EEC คิดเป็นประมาณ 14% แบ่งเป็นฉะเชิงเทรา 2.3% ชลบุรี 6.6% และระยอง 5.9% ขณะที่รายได้ต่อหัวประชากรในพื้นที่อยู่ในระดับสูง โดยระยองมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ชลบุรีอันดับ 3 และฉะเชิงเทราอันดับ 4

เมกะโปรเจกต์และแนวทางรถไฟความเร็วสูง

ด้านเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างในส่วนภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่ภาคเอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) แล้ว และภาคเอกชนเตรียมเริ่มดำเนินการต่อ ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา สกพอ.อยู่ระหว่างเร่งรัดกระบวนการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ หากนับเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ 2 โครงการดังกล่าว มีมูลค่ารวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่

ดร.จุฬา กล่าวถึงแนวทางโครงการรถไฟความเร็วสูงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดำเนินการ โดย EEC ยังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟรองรับความต้องการเดินทางและกิจกรรมเศรษฐกิจในอนาคต หากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ภาครัฐอาจเข้ามาดำเนินการในบางส่วน และให้เอกชนเข้ามาบริหารการเดินรถ โดยอาจพิจารณาระบบรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนสู่ชุมชน สกพอ.เดินหน้าสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับประชาชนในพื้นที่ผ่านแนวคิด “ไข่แดง-ไข่ขาว” โดยปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว 47 แห่งทั่วพื้นที่ EEC เปิดโอกาสให้ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ธุรกิจเฉพาะทาง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่

ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า EEC ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาบทบาทของ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจและจุดหมายการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ EEC ยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมกับจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ การเร่งรัดเมกะโปรเจกต์ทั้งท่าเรือ ท่าอากาศยาน และรถไฟความเร็วสูง จึงไม่เพียงส่งผลต่อการจ้างงานในพื้นที่ แต่ยังมีนัยต่อต้นทุนโลจิสติกส์และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap