สตาร์บัคส์ปิดสาขากว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ รับภาระค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง 300 ล้านดอลล…

สตาร์บัคส์ปิดสาขากว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ รับภาระค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง 300 ล้านดอลล…

สตาร์บัคส์ประกาศแผนปิดร้านกาแฟในทวีปอเมริกาเหนือกว่า 250 แห่ง จากจำนวนสาขาทั้งหมด 18,371 แห่ง โดยบริษัทตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นสัปดาห์นี้ และร้านส่วนใหญ่จะปิดก่อนสิ้นสุดปีการเงิน 2026 ซึ่งตรงกับปลายเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นการปิดสาขาครั้งใหญ่รอบที่สองในภูมิภาค นับตั้งแต่ไบรอัน นิคคอล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อปี 2024

ค่าใช้จ่าย 300 ล้านดอลลาร์

การปิดสาขาครั้งนี้ทำให้สตาร์บัคส์คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างราว 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเงินสดราว 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดและการจ่ายค่าชดเชยให้พนักงาน ส่วนอีกประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 พันล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด จากการจำหน่ายและการบันทึกค่าเสื่อมมูลค่าทรัพย์สินของร้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ

บริษัทระบุว่าจะพยายามย้ายพนักงานจากร้านที่ปิดไปยังสาขาอื่น หากมีตำแหน่งว่างและสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่สามารถจัดหาตำแหน่งงานใหม่ให้ได้ จะให้การสนับสนุนด้านค่าชดเชยตามความเหมาะสม

เหตุผลเบื้องหลังการปิดสาขา

ไมค์ แกรมส์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการของสตาร์บัคส์ กล่าวในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทได้ตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอร้านกาแฟในอเมริกาเหนืออย่างละเอียด และพบว่าร้านบางแห่งไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่บริษัทต้องการแก่ลูกค้าและพนักงานได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่มีแนวทางที่จะทำให้ผลประกอบการอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ร้านส่วนใหญ่ที่ถูกเลือกปิดมีสาเหตุมาจากผลประกอบการที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือไม่สามารถมอบประสบการณ์ตามมาตรฐานของบริษัทได้ สตาร์บัคส์ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าร้านใดบ้างจะถูกปิด หรือมีสาขาในสหรัฐฯ จำนวนเท่าใดที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าสาขา Fig Garden Village ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย Fresno State และสาขาในเมือง Merced รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่ในกลุ่มร้านที่เตรียมปิด

สหภาพแรงงานจับตา 20 สาขา

Starbucks Workers United ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนพนักงานที่รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานประมาณ 700 แห่งในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีร้านที่เป็นสาขาสหภาพแรงงาน 20 แห่งอยู่ในกลุ่ม 250 ร้านที่จะปิด หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของร้านทั้งหมดที่จะถูกปิด

พนักงานสตาร์บัคส์เริ่มลงมติจัดตั้งสหภาพแรงงานตั้งแต่ปลายปี 2021 แต่จนถึงขณะนี้สหภาพแรงงานและบริษัทยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านแรงงานร่วมกันได้ โดย Starbucks Workers United รายงานว่าจะส่งคำขอข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการปิดสาขา และจะดำเนินการเจรจาต่อรองในทุกสาขาที่มีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน

ปรับเป้าเปิดสาขาใหม่

สำหรับปีการเงิน 2026 สตาร์บัคส์ปรับลดเป้าหมายการเปิดร้านใหม่เหลือ 440 แห่ง จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดประมาณ 600–650 แห่ง โดยจะเน้นการขยายสาขาในตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเห็นโอกาสการเติบโตระยะยาวในอเมริกาเหนือ และยังคงพัฒนาแผนเปิดสาขาใหม่ รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้านในภูมิภาคนี้ต่อไป

นอกจากการปิดสาขาแล้ว สตาร์บัคส์ยังเดินหน้าลดจำนวนพนักงานในฝ่ายบริหารและฝ่าย nonretail ซึ่งไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในร้านกาแฟโดยตรง โดยปลดพนักงานกลุ่มดังกล่าว 900 คนในช่วงการปิดร้านรอบก่อนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และปลดพนักงานฝ่ายบริหารเพิ่มเติมอีก 300 คนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมปิดสำนักงานบางแห่งในสหรัฐฯ ที่มีการใช้งานน้อย เพื่อควบคุมต้นทุนและปรับโครงสร้างการดำเนินงาน

เดินหน้ารีโนเวต 1,500 สาขา

นอกเหนือจากการปิดร้านที่ดำเนินงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สตาร์บัคส์ยังเดินหน้าปรับปรุงร้านกาแฟในอเมริกาเหนือให้มีบรรยากาศอบอุ่นและน่าใช้บริการมากขึ้น โดยตั้งเป้าปรับปรุงร้านจำนวน 1,500 แห่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีการเงินของบริษัท

บริษัทย้ำว่าความคืบหน้าดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพการดำเนินงานของแต่ละสาขาชัดเจนขึ้น แม้ร้านส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงและแรงผลักดันโดยรวมของบริษัท แต่ยังมีบางร้านที่ไม่สามารถทำผลงานให้ดีขึ้นได้ แม้พนักงานและผู้บริหารจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

ภาพรวมความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนว่าสตาร์บัคส์กำลังเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจในอเมริกาเหนือ ทั้งการลดจำนวนร้านที่ไม่ทำกำไร ลดต้นทุนด้านบุคลากรและสำนักงาน ตลอดจนการลงทุนปรับปรุงสาขาที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและฟื้นฟูผลประกอบการในระยะยาว สำหรับผู้บริโภคในตลาดอื่นรวมถึงไทย การปรับโครงสร้างครั้งนี้ของสตาร์บัคส์อาจเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาว่าจะส่งผลต่อกลยุทธ์การขยายสาขาและการลงทุนในภูมิภาคอื่นหรือไม่ในระยะถัดไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap