สหรัฐจ่อคว่ำบาตร 28 รายเอี่ยวแก๊งสแกมข้ามชาติ พ่วงชื่อ 'วรภัค' อดีต รมช.คลังไทย

สหรัฐจ่อคว่ำบาตร 28 รายเอี่ยวแก๊งสแกมข้ามชาติ พ่วงชื่อ 'วรภัค' อดีต รมช.คลังไทย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และนายจอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจด้านจีนแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน ถึงนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เพื่อขอให้พิจารณาว่าบุคคลต่างชาติและบริษัทรวม 28 รายชื่อ เข้าข่ายมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่

จุดชนวนจากเหยื่ออเมริกัน

ประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองระบุว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติของจีนซึ่งมีฐานปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรเหล่านี้สร้างศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ที่ซับซ้อนหลายรูปแบบ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการกักขังผู้คนจำนวนมากที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้หลอกลวงชาวอเมริกันออนไลน์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบการปกครองที่ทุจริตในเมียนมา กัมพูชา และลาว ต่างเพิกเฉยต่ออาชญากรรมเหล่านี้ในระดับที่น่าตกตะลึง

ตัวเลขสะเทือนภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าผลกำไรจากการหลอกลวงทางไซเบอร์คิดเป็นเกือบ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงรวมกันในปี 2024 ขณะที่ในกัมพูชา ผลกำไรจากศูนย์หลอกลวงอาจมีมูลค่าสูงถึง 60% ของจีดีพี โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้รับผลประโยชน์จากปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์อย่างชัดเจน

การทุจริตที่แพร่หลาย การได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล และการมีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมของชนชั้นนำในพรรครัฐบาล ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการค้ามนุษย์กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ในกัมพูชา แม้ว่ารัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคจะเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมหลอกลวงเหล่านี้มากขึ้น แต่เครือข่ายการเงิน ผู้จัดตั้ง และโครงสร้างการคุ้มครองทางการเมืองที่เอื้อให้อุตสาหกรรมดังกล่าวดำเนินต่อไปได้ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ การลอยนวลพ้นผิดของผู้กระทำผิดยังคงเป็นเรื่องปกติ ศูนย์หลอกลวงบางแห่งได้ย้ายสถานที่ ขณะที่ศูนย์แห่งใหม่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

เปิดชื่อ 28 ราย

โดยอ้างว่ามีข้อมูลน่าเชื่อถือที่บ่งชี้ว่า บุคคลต่างชาติและองค์กร 28 รายชื่อ อาจมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการของศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ของอุตสาหกรรมหลอกลวงที่กำลังขยายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ การทรมาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงในรูปแบบอื่น ๆ หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ และได้ขอให้รัฐมนตรีทั้งสองดำเนินการสอบสวนตามรายชื่อเหล่านี้ และพิจารณาภายใน 180 วันว่า บุคคลเหล่านี้เข้าข่ายหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรภายใต้อำนาจทางกฎหมายสหรัฐหรือไม่

รายชื่อที่น่าสนใจ ได้แก่ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ที่ถือสัญชาติกัมพูชา, นายฮุน โต นักธุรกิจกัมพูชาซึ่งเป็นหลานชายของสมเด็จฯ ฮุน เซน, นายยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชาและประธาน BIC Group ซึ่งมีชื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน, นายจง เป่าเจีย หรือที่รู้จักในชื่อนายหวัง เฉียง ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทุนจีนสีเทา และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลเชิงลึกระบุว่าความเชื่อมโยงของเขาและกลุ่มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและพันธมิตรคนสำคัญของเจ้าพ่อ “เคเคพาร์ค”

และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่ลาออกจากตำแหน่งหลังเข้ารับการแต่งตั้งเพียงไม่นาน เนื่องจากเจอข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ BIC Group ของนายยิม เลียก และรู้จักกับนายเบน สมิธ

ทั้งนี้ หากสหรัฐเดินหน้าคว่ำบาตรจริง จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและการเดินทางของบุคคลเหล่านี้ รวมถึงอาจสะเทือนไปถึงเครือข่ายธุรกิจในไทยที่มีความเชื่อมโยงกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญและมีแรงงานไทยจำนวนมากทำงานในภาคบริการและกาสิโนตามแนวชายแดน

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap