สุชาติ นำทีมบุกแหลมฉบัง พบ 6 ตู้จากสหรัฐฯ ปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยายผล 16 บริษัทไทย

สุชาติ นำทีมบุกแหลมฉบัง พบ 6 ตู้จากสหรัฐฯ ปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยายผล 16 บริษัทไทย

ตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยที่แหลมฉบัง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เพื่อตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายเข้าประเทศ โดยผลการตรวจพบตู้สินค้าจากสหรัฐอเมริกา 6 ตู้ที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่มีการปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-waste และเตรียมขยายผลไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและต่างประเทศ

ความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้บูรณาการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC มูลนิธิบูรณะนิเวศ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่

ขยายผลเอาผิดทั้งขบวนการ

นายสุชาติกล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงตรวจยึดสินค้าที่ปลายทาง แต่จะขยายผลเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ เบื้องต้นพบข้อมูลบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

“รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยจะต้องไม่เป็นแหล่งรองรับของเสียอันตรายจากต่างประเทศ เราจะไม่ปล่อยให้ขบวนการลักลอบนำเข้าขยะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือเป็นปลายทางในการกำจัดของเสีย เพราะสุดท้ายภาระจะตกอยู่กับประชาชนและสิ่งแวดล้อม” นายสุชาติกล่าว

ที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ผลักดันมาตรการเชิงป้องกัน ทั้งการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก และขยะเทศบาล รวมถึงยกระดับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเพื่อปิดช่องว่างที่อาจถูกใช้ในการลักลอบนำเข้าของเสีย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานและชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ เพื่อติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวัง ป้องกันและปราบปรามการลักลอบทิ้งของเสียและปัญหามลพิษในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

“วันนี้เรามาตรวจถึงท่าเรือ เพื่อสกัดตั้งแต่ต้นทาง ไม่รอให้ของเสียหลุดออกไปแล้วค่อยตามแก้ปัญหา การตรวจสอบจะครอบคลุมตั้งแต่ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า การนำเข้าผ่านท่าเรือ การเคลื่อนย้าย ไปจนถึงการจัดการปลายทาง หากพบเป็นการลักลอบ เราจะขยายผลให้ถึงต้นตอและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด” นายสุชาติกล่าว

สำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิชาการของกระทรวงฯ และศูนย์ประสานงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาบาเซล ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการ “Operation Can Opener” ร่วมกับเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) เพื่อตรวจสอบและประเมินการขนย้ายของเสียข้ามแดน รวมถึงพิสูจน์ว่าสินค้าที่ตรวจพบเข้าข่ายของเสียอันตรายหรือสินค้าต้องห้ามหรือไม่

ผลการตรวจสอบตู้สินค้ารวม 9 ตู้ พบว่า 3 ตู้ซึ่งมาจากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ สำแดงสินค้าถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน ขณะที่อีก 6 ตู้จากสหรัฐอเมริกาซึ่งสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม กลับพบการปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 6 ตู้ ผลการตรวจสอบและข้อมูลทางวิชาการจะถูกรวบรวมส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี หากพบว่าเป็นการขนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนโดยผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญาบาเซล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ จะประสานสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลและประเทศต้นทาง เพื่อยกระดับมาตรการและติดตามความรับผิดชอบต่อไป

นายสุชาย้ำว่ากระทรวงฯ จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทาง “สกัดก่อนเข้า–ตรวจให้ถึงต้นตอ–ขยายผลทั้งขบวนการ–เอาผิดอย่างเด็ดขาด” พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยต้องไม่เป็นที่ทิ้งขยะของโลก และจะไม่ยอมให้ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือผู้กระทำผิดอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นปัญหาที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญมาอย่างต่อเนื่อง โดยของเสียประเภทนี้มักมีโลหะหนักและสารพิษปนเปื้อน ซึ่งหากเข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนและระบบนิเวศในระยะยาว การตรวจสอบที่ท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นประตูการค้าหลักของไทยจึงถูกจับตามองว่าอาจนำไปสู่การปรับมาตรฐานการตรวจสอบสินค้านำเข้าประเภทเศษโลหะและวัสดุรีไซเคิลจากต่างประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap