ส.อ.ท. จับตาน้ำท่วมฐานผลิตรถยนต์ภาคตะวันออก ยันเป้าผลิตปี 2569 ยังอยู่ที่ 1.45 ล้านคัน

ส.อ.ท. จับตาน้ำท่วมฐานผลิตรถยนต์ภาคตะวันออก ยันเป้าผลิตปี 2569 ยังอยู่ที่ 1.45 ล้านคัน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ โดยโรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังเดินสายการผลิตได้ตามปกติ และยังคงยืนยันเป้าหมายการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในปี 2569 ไว้ที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน

โรงงานส่วนใหญ่ยังผลิตปกติ

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 กันยายนถึงภาพรวมผลกระทบจากน้ำท่วมว่า จากการติดตามและตรวจสอบโรงงานสมาชิกพบว่า โรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงเดินสายการผลิตได้ตามปกติ แม้จะมีบางโรงงานในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำเข้าท่วมบ้างและต้องฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ระบบการขนส่งชิ้นส่วนและซัพพลายเชนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนส่ง

ส.อ.ท. ได้กำชับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสต็อกชิ้นส่วนในคลังสินค้าและความพร้อมในการผลิตอย่างต่อเนื่อง

“แม้พื้นที่กทม.และนิคมฯโดยรอบจะไม่กระทบ แต่หลังจากนี้พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์” สุวัชร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงภายใน 2-3 วัน ทางกลุ่มฯ ยังคงยืนยันที่จะตรึงเป้าหมายยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ปีนี้ไว้ที่ตัวเลขเดิม โดยประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบจนต้องปรับลดเป้าหมาย

ห่วงรถ EV ค่าซ่อมแบตเตอรี่สูง

สุวัชร์กล่าวอีกว่า ส.อ.ท. ห่วงใยผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า รถไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงเมื่อเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งหากเกิดความเสียหายจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ค่อนข้างสูง

“เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายหนักเข้ามา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนเตรียมพร้อมนำรถไปจอดในที่สูง รวมถึงศูนย์การค้าและห้างร้านต่างๆ ที่ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่จอดรถ” สุวัชร์กล่าว

สำหรับคำแนะนำประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หากน้ำเข้าสู่ตัวรถหรือเครื่องยนต์แล้ว ไม่ควรสตาร์ทรถอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น โดยค่ายรถยนต์สมาชิกได้ร่วมมือตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จี้รัฐกระตุ้นตลาดรถกระบะ

สุรพงษ์กล่าวถึงความกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมเข้าสู่งาน Motor Expo ว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงก่อนถึงช่วงดังกล่าว คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดซื้อรถยนต์มากนัก อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีการประเมินว่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มที่ต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนหรือที่เรียกว่า Soft Spend

ขณะเดียวกัน มองว่าในเดือนตุลาคมจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการประชุมระหว่างประเทศหลายอีเว้นต์ อย่าง World Bank และ IMF ซึ่งภาครัฐได้ประกาศวันหยุดเป็นกรณีพิเศษในกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังส่งออกสินค้าได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และดิจิทัล ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกยังเติบโตได้ดี และการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และ Data Center ในประเทศไทยซึ่งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังช่วยสร้างการจ้างงานและเพิ่มกิจกรรมด้านการก่อสร้าง ซึ่งมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากน้ำท่วมได้

อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถกระบะที่ยังติดลบสะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย โดยวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ แต่ยังรวมถึงซัพพลายเชนระดับลึก เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน local content สูงมาก บางยี่ห้อสูงกว่า 90%

“กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หวังจะเห็นมาตรการ ‘กระตุ้น’ ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้” สุรพงษ์กล่าว

หนุนปรับภาษี EV นำเข้า

สุวัชร์กล่าวอีกว่า ต้องขอบคุณภาครัฐสำหรับมติบอร์ด EV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าให้สูงกว่ารถผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนไทย รวมถึงเตรียมเสนอมาตรการกำหนดโควตานำเข้าและ Thai content เพื่อรักษาสมดุล Ecosystem ของอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชน local content ในประเทศ

สำหรับตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ 8 เดือนแรกปี 2569 ยอดผลิตรถยนต์รวมในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวน 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดผลิตสะสม 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2569) อยู่ที่ 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27%

ด้านยอดจำหน่ายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมียอดขายสะสม 8 เดือนแรกอยู่ที่ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60% โดยพบว่ายอดขาย BEV ในประเทศช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 145,132 คัน แต่ผลิตได้ในประเทศเพียง 60,578 คัน หรือ 41.74% ขณะที่เหลือเป็นรถนำเข้าสูงถึง 58.26% ส.อ.ท. จึงเสนอให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนพลังงานชีวภาพ (B20 / แก๊สโซฮอล์) เพื่อช่วยซัพพลายเชนรถกระบะและ ICE ในประเทศ

ส่วนการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนสิงหาคม 2569 ทำได้ 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ รวมทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% ปัจจัยฉุดรั้งสำคัญมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดส่งออกไปตลาดดังกล่าวลดลงถึง 40.24% ทำให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมทั้งหมดในเดือนสิงหาคม 2569 แตะระดับ 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.99% ขณะที่ยอดรวมสะสม 8 เดือนแรกมีมูลค่า 602,255.49 ล้านบาท ลดลง 3.79%

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap