หนี้สาธารณะไทยจ่อพุ่ง 68% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สบน.เร่งแผนบริหารหนี้ปี 2570

หนี้สาธารณะไทยจ่อพุ่ง 68% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สบน.เร่งแผนบริหารหนี้ปี 2570

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ของไทยจะอยู่ที่ระดับ 68% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเตรียมแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 รองรับการกู้เงินใหม่กว่า 1.26 ล้านล้านบาท

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ปีงบประมาณ 2570-2573 ประมาณการว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP จะแตะระดับ 68.17% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 และจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุด (Peak) ที่ระดับ 69.78% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2571 พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมุ่งมั่นบริหารหนี้สาธารณะไม่ให้เกินเพดานที่ 70% ต่อ GDP

ต้นทุนดอกเบี้ยยังทรงตัว

จินดารัตน์ระบุว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยเฉลี่ยในการกู้เงินของรัฐบาลอยู่ที่ 2.6% และคาดว่าจะทรงตัวในปีงบประมาณ 2570 เนื่องจากการกู้เงินใหม่ทั้งเงินกู้รัฐบาล เงินกู้ชดเชยขาดดุล และเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ ล้วนเป็นการกู้ในลักษณะสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้นประมาณ 3-5 ปี

ข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 รุ่นอายุ 3 ปีอยู่ที่ 1.53% ขณะที่รุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.41% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน หรือตั้งแต่พฤษภาคม 2569

สำหรับกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปีกลับมาแตะระดับ 5% อีกครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปีนั้น จินดารัตน์มองว่าเป็นความท้าทายต่อการออกพันธบัตรของ สบน. ทำให้อาจต้องปรับรูปแบบการระดมทุนโดยเน้นการออกหนี้ระยะสั้นไปก่อน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงยังไม่กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทย เนื่องจากหนี้สาธารณะส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นหนี้ระยะยาวกว่า 89%

โครงการรอใช้เงินกู้ก้อนใหม่

สำหรับการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น จินดารัตน์ระบุว่าแบ่งกู้เป็นสองก้อน ก้อนแรก 2 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 และจะกู้อีก 2 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 โดยเงินกู้ก้อนแรกเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยประมาณหลักพันล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ส่วนโครงการภายใต้แผนงานที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ได้พิจารณาหลักเกณฑ์แล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาโครงการ คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป โดยโครงการที่จะเข้าพิจารณาประกอบด้วย โครงการโซลาร์ภาคประชาชน โครงการรถ EV สาธารณะและมอเตอร์ไซค์ EV และโครงการ Upskill/Reskill บุคลากร

ครม.เคาะแผนบริหารหนี้ 2570

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่วงเงิน 1.26 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล 1.18 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง 8.6 แสนล้านบาท กู้มาให้กู้ต่อ 6.3 หมื่นล้านบาท เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน 2 แสนล้านบาท และเงินกู้บริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง 5.68 หมื่นล้านบาท ขณะที่แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ 14 แห่งอยู่ที่ 8.14 หมื่นล้านบาท และแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ 850 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีแผนบริหารหนี้เดิม 1.91 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นแผนบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล 1.83 ล้านล้านบาท และของรัฐวิสาหกิจ 8.52 หมื่นล้านบาท รวมถึงแผนการชำระหนี้วงเงิน 5.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นแผนชำระหนี้จากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 4.62 แสนล้านบาท และจากแหล่งเงินอื่นๆ วงเงิน 1.18 แสนล้านบาท

Social Bond 1,000 ล้านสำเร็จ

สบน.ยังได้จัดหาเงินกู้ให้แก่สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ในการออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุพันธบัตร 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.13% ต่อปี เสนอขายเฉพาะเจาะจงต่อผู้ลงทุนสถาบันไม่เกิน 10 ราย โดยมีธนาคารออมสินเป็นผู้จัดจำหน่าย และสามารถจัดจำหน่ายได้ครบตามเป้าหมาย

การออกพันธบัตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ของ สพพ. ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อชุมชนในพื้นที่ จำนวน 2 โครงการของประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ โครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) ช่วงครกข้าวดอ-บ้านโนนสะหวัน-สานะคาม-บ้านวัง-บ้านน้ำสัง สปป.ลาว และโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) สปป.ลาว

แนวโน้มระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 สะท้อนความท้าทายด้านวินัยการคลังที่ไทยต้องเผชิญในอีกหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนการกู้ยืมในตลาดโลกมีความผันผวน การรักษาสัดส่วนหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ต่อ GDP จึงเป็นโจทย์สำคัญที่หน่วยงานด้านการคลังต้องจับตาใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนการเงินของประเทศในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap