อพท. คว้ารางวัลเลิศรัฐ บ่อสวกโมเดล ต้นแบบแก้จนดันสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวระดับโลก

อพท. คว้ารางวัลเลิศรัฐ บ่อสวกโมเดล ต้นแบบแก้จนดันสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวระดับโลก

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) คว้ารางวัลเลิศรัฐจากความสำเร็จของ "บ่อสวกโมเดล" ตำบลบ่อสวก จังหวัดน่าน ต้นแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ด้วยรางวัล Best Tourism Villages 2024 จาก UN Tourism

หลักการทำงาน 3 ด้าน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา อพท. ยึดหลักการทำงาน 3 ด้าน คือ ประโยชน์ชุมชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้มุ่งเพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความสุข คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของคนในพื้นที่ควบคู่กัน

เปลี่ยนธุรกรรมสู่การเปลี่ยนแปลง

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า อพท. ต้องการเปลี่ยนจาก Transaction สู่ Transformation คือเปลี่ยนจากการทำธุรกรรมหรือกิจกรรมระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่การให้ข้อมูล การปรึกษาหารือ การเข้ามามีบทบาท จนถึงความร่วมมืออย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมให้ความสำคัญกับการวัดผลด้านความสุขของทั้งเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยว เพื่อให้การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเกิดความสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง

บ่อสวกโมเดลแก้จน

ตำบลบ่อสวกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ อพท. นำกระบวนการมีส่วนร่วมมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จากเดิมชุมชนพึ่งพาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มีรายได้เฉลี่ยเพียง 47,371 บาทต่อคนต่อปี และมีภาระหนี้สินประมาณ 60,000–80,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่แหล่งเตาเผาโบราณอายุกว่า 750 ปีและภูมิปัญญาช่างศิลป์ล้านนาตะวันออกกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญหายจากการขาดผู้สืบทอด

อพท. จึงนำการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือพัฒนาควบคู่กับการอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ในรูปแบบ Collaborate เชื่อมโยงองค์ความรู้ งบประมาณ บุคลากร นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้กลไกดังกล่าว อพท.น่าน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงบูรณาการข้อมูลและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ขณะที่ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ่อสวก เป็นแกนนำบริหารจัดการท่องเที่ยวและกำกับกติกาตามธรรมนูญชุมชน ด้าน อบต.บ่อสวก สนับสนุนแผนพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานกว่า 31 ล้านบาท ส่วน รพ.สต.บ่อสวก สนับสนุนมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

ภาควิชาการเข้ามาเสริมองค์ความรู้และนวัตกรรม โดย วชช.น่าน สนับสนุนการวิจัยด้านสีย้อมธรรมชาติและมัดย้อม ขณะที่ มทร.ล้านนา น่าน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาลวดลายและบรรจุภัณฑ์ ส่วน ททท. และภาคเอกชนร่วมประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงตลาดกับบริษัทนำเที่ยว ทำให้การพัฒนาชุมชนเชื่อมต่อไปถึงตลาดจริง

ผลลัพธ์ระดับนานาชาติ

ผลจากการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว ทำให้บ่อสวกได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยคว้ารางวัล Best Tourism Villages 2024 จาก UN Tourism และได้รับรางวัลกินรี 3 สมัย สะท้อนศักยภาพของชุมชนที่สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวบ่อสวกเพิ่มขึ้นเป็น 72,385 บาทต่อปี หรือเติบโต 52.80% ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวในปีล่าสุดอยู่ที่ 3.87 ล้านบาท ช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,500 คน เป็นเกือบ 10,000 คนต่อปี และเกิดปรากฏการณ์ "คนหนุ่มสาวคืนถิ่น (Reverse Migration)" เมื่อคนรุ่นใหม่กลับมาสร้างอาชีพและประกอบธุรกิจในบ้านเกิด

ความสำเร็จดังกล่าวยังนำไปสู่การจัดตั้ง "ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ-บ่อสวกโมเดล" เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดบทเรียนด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่

เดินหน้าสร้างต้นแบบทั่วประเทศ

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงผลสำเร็จของการทำงานแบบมีส่วนร่วม แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้ อพท. และภาคีเครือข่ายเดินหน้าพัฒนาพื้นที่พิเศษทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างต้นแบบที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

"เป้าหมายของ อพท. ไม่ใช่เพียงการทำให้พื้นที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้คนในพื้นที่มีความสุข มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถรักษาทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเองไว้ได้ นี่คือความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ อพท. ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่พิเศษ" นายศิริปกรณ์ กล่าว

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap