
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง แต่เมื่อเจาะลึกงบการเงินไตรมาส 3/2026 และมองข้ามช็อตไปยังไตรมาส 4 กลับพบภาพการกระจายตัวของกำไร (Earnings Dispersion) ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง สะท้อนว่านักลงทุนไม่สามารถเลือกลงทุนแบบยกตลาดได้อีกต่อไป แต่ต้องคัดสรรอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว
นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ว่า ตลาดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ไตรมาส 3/2026 จะขยายตัวแข็งแกร่งถึง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เม็ดเงินและผลกำไรนั้นไหลเข้าสู่เพียงบางกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด
พลังงาน-AI นำขบวน
กลุ่มพลังงาน (Energy) กลายเป็นผู้นำดันตลาดด้วยคาดการณ์กำไรพุ่งสูงถึง 114% จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI Suppliers) คาดว่าจะเติบโตได้ราว 66% โดยได้แรงหนุนหลักจากเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังไหลเข้าต่อเนื่อง และกลุ่มบริการสื่อสาร (Communication Services) ขยายตัวได้ราว 12%
ในทางกลับกัน หลายอุตสาหกรรมหลักกลับมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวหรือทรงตัว โดยกลุ่มการแพทย์ (Healthcare) คาดว่าจะโตเพียง 5% กลุ่มการเงิน (Financials) เติบโตราว 3% ส่วนกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ผลงานแทบจะทรงตัวอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น
ย้อนกลับไปดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี แม้ดัชนีโดยรวมจะบวกได้ราว 13% แต่หุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีกลับทำผลตอบแทนพุ่งสูงเกือบ 40% ในขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และสาธารณูปโภคยังคงติดลบ
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
เมื่อมองต่อไปยังไตรมาส 4 SCB CIO ประเมินว่าตลาดจะต้องเผชิญกับ 4 ปัจจัยกดดันสำคัญ ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับราคา
ประการแรกคือ อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวระดับสูง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (Credibility) และตลาดคาดว่ามีโอกาสปรับขึ้นอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ส่งผลให้ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นใกล้นิวไฮที่ระดับ 5.2-5.3% แรงกดดันนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการทยอยออกพันธบัตรใหม่จำนวนมาก (Supply) จากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงสภาพคล่องในตลาดอย่างหนัก
ประการที่สองคือ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อ บรรยากาศความขัดแย้งในต่างประเทศที่ลากยาวกว่าที่ตลาดประเมินไว้ กลายเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ
ประการที่สามคือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) วันที่ 3 พฤศจิกายน คะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ตลาดเริ่มประเมินโอกาสการเกิดภาวะ Democratic Sweep หรือการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง หากเกิดการพลิกขั้วทางการเมืองจริง จะทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทำได้ยากลำบากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงเรื่อง Government Shutdown ในช่วงสิ้นปีอีกด้วย
ประการสุดท้ายคือ ภาวะ Liquidity Crush จากการเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic ที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดช่วงเดือนพฤศจิกายนด้วยมูลค่าประเมินสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (เทียบกับ SpaceX ที่มีมูลค่าราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์) อาจดึงสภาพคล่องส่วนใหญ่ไปจากตลาดหุ้นเป็นการชั่วคราว เนื่องจากนักลงทุนจะโยกเงินเพื่อไปจองซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่นี้
หุ้นเด่นปะทะหุ้นดับ
สำหรับกลุ่มหุ้นเด่นที่ยังมีแนวโน้มเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth) SCB CIO ยังคงยกให้กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่, Hyperscalers, Data Center, Semiconductor และผู้ผลิตอุปกรณ์ AI (AI Suppliers) แม้ต้นทุนทางการเงินจะอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตของกำไรที่โดดเด่นยังคงชดเชยภาระดอกเบี้ยได้อย่างสมบูรณ์
ข้อพิสูจน์สำคัญในระยะถัดไปไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเงินลงทุน CapEx แต่คือการเกิด AI Monetization หรือการสร้างรายได้จริง ตัวอย่างเช่น Anthropic ที่สามารถเร่งอัตราการสร้างรายได้รายปี (ARR) จาก 9 พันล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นสู่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งหากเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีในอดีตอย่าง Azure หรือ Amazon ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้างรายได้ระดับดังกล่าว ประกอบกับต้นทุนค่า Token ที่ลดลง และความยินดีในการจ่ายเงินใช้งานขององค์กรธุรกิจ ทำให้หุ้นกลุ่ม AI ยังมีแรงส่งไปต่อได้
ในทางกลับกัน กลุ่มหุ้นดับหรือกลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยและได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงบริษัทที่มีลักษณะใช้เงินลงทุนสูง (High CapEx) มีภาระหนี้สินสูง (High Debt) แต่มีอัตราการเติบโตต่ำ (Low Growth) ซึ่งจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ชนะต้นทุนเงินทุนในภาวะปัจจุบันได้
กลยุทธ์ 3 Engine รับมือ
ท่ามกลางดอกเบี้ยทรงตัวสูงและสงครามที่ไม่แน่นอน SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงผ่านการจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset โดยแบ่งออกเป็น 3 Engine หลัก
Engine 1 – Growth (ขับเคลื่อนการเติบโต): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ พร้อมกระจายไปยังเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทาน (AI Supply Chain) ที่สำคัญ รวมถึงกลุ่มระบบนิเวศ AI เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน (Power Infrastructure) ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center นอกจากนี้ควรแบ่งน้ำหนักไปยังกลุ่มการแพทย์และชีวภาพ (Healthcare & Biotech) เพื่อรับเทรนด์นวัตกรรมและสังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นการลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
Engine 2 – Income (สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ): เข้าล็อกผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ Bond Yield สูงถึง 5.2-5.3% โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้ระยะสั้นถึงระยะปานกลาง (Short to Intermediate Duration) เพื่อรับดอกเบี้ยทรงตัวสูง และหลีกเลี่ยงความผันผวนจากค่าความเสี่ยงระยะยาว (Term Premium) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
Engine 3 – Balance & Risk Hedging (บริหารและคุ้มครองความเสี่ยง): เพิ่มทองคำเข้ามาในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ร่วมกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพื่อถ่วงดุล
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหุ้นหรือกองทุนที่ลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ภาพการกระจายตัวของกำไรที่ชัดเจนขึ้นนี้สะท้อนว่าการเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมมีความสำคัญมากกว่าการเก็งทิศทางดัชนีโดยรวม ขณะที่การจัดพอร์ตแบบหลายสินทรัพย์จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี