‘เดอะแบก’ จีนกังวลอนาคต 15-20 ปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่นใหม่รักสบาย อยากเป็นข้าราชการ

‘เดอะแบก’ จีนกังวลอนาคต 15-20 ปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่นใหม่รักสบาย อยากเป็นข้าราชการ

กลุ่มคนจีนที่เกิดหลังปี 1970 และ 1980 ซึ่งมีจำนวนราว 400 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ กำลังเผชิญความกังวลต่ออนาคตของประเทศในอีก 15-20 ปีข้างหน้า หลังพบว่าคนรุ่นใหม่มีค่านิยมที่เปลี่ยนไป ทั้งการเลือกทำงานราชการแทนการสร้างธุรกิจส่วนตัว และการไม่ให้ความสำคัญกับญาติพี่น้อง ขณะที่พวกเขาเองยังไม่แน่ใจว่าวันที่เกษียณจะได้รับการดูแลอย่างไร

คนกลุ่มนี้ถูกเรียกกันในจีนว่า 70后 และ 80后 เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 37-56 ปี แม้จะไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมจีนเวลานี้ ทั้งยังเป็นกำลังหลักของวัยทำงานและเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งในด้านการผลิตและการบริโภค

คำว่า ‘เดอะแบก’ ในที่นี้หมายถึงการที่คนกลุ่มนี้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูพ่อแม่ซึ่งเป็นคนรุ่นปี 1950-60 พร้อมกับเลี้ยงดูลูกที่เกิดหลังปี 2000 ไปด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานหนักเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

ความกังวลก่อนวัยเกษียณ

สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังวิตกคือ เมื่อถึงวันที่พวกเขาต้องเกษียณหรือวางมือออกจากสังคม สังคมจะตอบแทนและดูแลพวกเขาอย่างไร และพวกเขาจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างในวันที่จีนอยู่ในการดูแลของคนรุ่นหลัง

คนกลุ่มนี้เติบโตมาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน เป็นกำลังหลักในการก่อร่างสร้างประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผ่านเหตุการณ์สำคัญและช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้วหลายครั้ง จึงได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด และอดออมมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของจีน

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 ทางการจีนได้ประกาศขยายเวลาเกษียณอายุออกไปไม่เกิน 3 ปี สร้างคำถามในหมู่คนกลุ่มนี้ว่า เมื่อเวลาของพวกเขามาถึง จะได้เกษียณจริงหรือไม่ หรือจะถูกขยายออกไปอีก เมื่อมองภาพคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ ยิ่งทำให้เกิดทั้งคำถามและความกังวลว่าเมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจะต้องเกษียณในสภาพแบบใด

คนรุ่นใหม่เลือกงานมั่นคง

นายหลี่ อายุ 46 ปี ชาวปักกิ่ง ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว เปิดใจกับผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่า เขาค่อนข้างกังวลกับอนาคตของประเทศ เพราะย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนที่เขาจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เขาอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง และใช้ความพยายามอย่างมากจนประสบความสำเร็จ

แต่เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 2000 ในยุคนี้ หลังจบปริญญาตรี ส่วนใหญ่หากมีทุนทรัพย์หรือทางบ้านส่งเสียก็จะเรียนต่อปริญญาโท เมื่อเรียนจนไม่อยากเรียนแล้วก็จะอยู่บ้าน เพราะหางานทำไม่ได้ และคนสมัยนี้ส่วนใหญ่คิดว่าอยากทำงานราชการ แม้เงินเดือนจะน้อย แต่มีความมั่นคงและอยู่ได้ยาวโดยไม่มีการไล่ออกหากไม่ทำผิดร้ายแรง

“ถ้าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คิดแต่จะทำงานราชการ ไม่มีใครมีความอดทน ไม่คิดสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชาติเหมือนคนรุ่นก่อน ๆ คุณคิดว่าอนาคตจีนในอีก 15-20 ปี จะเป็นอย่างไร” หลี่ทิ้งท้ายคำถามไว้กับผู้สื่อข่าว

สถิติชี้ว่า จำนวนผู้สอบเข้ารับราชการจีนเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2024 โดยมีผู้สมัครและผ่านคุณสมบัติมากกว่า 3 ล้านคน และในปี 2026 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3.7 ล้านคน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 98:1 สะท้อนว่าการเข้ารับราชการยังเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก แม้หลายพื้นที่ลดจำนวนข้าราชการลง แต่จำนวนผู้สมัครยังเพิ่มขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกัน ตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในจีนกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขล่าสุดในเดือนสิงหาคมของปีนี้อยู่ที่ 18.9% แม้รัฐบาลจะออกมาตรการทางภาษีและให้เงินอุดหนุนการจ้างงานหลายรายการ รวมถึงปรับวิธีคำนวณโดยนับผู้ที่ทำงานไม่ประจำเข้าไว้ในบัญชีผู้มีงานทำ แต่ตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่ก็ยังอยู่ในระดับสูง

ครอบครัวเปลี่ยน ต้องพึ่งตนเอง

ด้านนางหลิว อายุ 52 ปี ชาวปักกิ่ง ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีลูกสาว 1 คนที่เกิดหลังปี 2000 กล่าวถึงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้าว่า เธอกังวลเป็นอย่างมาก จากประสบการณ์ที่มีลูกสาววัยรุ่น ทำให้เห็นว่าคนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง อยากมีอิสระ ไม่เอาญาติพี่น้อง ใช้อารมณ์นำเหตุผล และใช้เงินซื้อของตามความชอบ

หลิวยกตัวอย่างกรณีวันตรุษจีนว่า ในกลุ่ม WeChat ของครอบครัว วัยรุ่นจะไม่พูดอะไร มีแต่ผู้ใหญ่ที่ยังพูดคุยและส่งอั่งเปา หากวันหนึ่งญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นจากไป ความสัมพันธ์ก็จะเลือนหาย ญาติห่าง ๆ อาจกลายเป็นคนแปลกหน้า สอดคล้องกับการสำรวจสภาพชนบทจีนในปัจจุบันที่พบว่า หมู่บ้านขนาดกลาง 300-400 หลังคาเรือน แทบไม่มีการจัดงานแต่งงาน ส่วนใหญ่เป็นการจัดงานศพ

เมื่อถามว่าคาดหวังให้ลูกมาดูแลหลังเกษียณหรือไม่ นางหลิวตอบว่าไม่ เพราะสังคมจีนปัจจุบันทำให้เห็นว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่หน้าที่ของลูก หลาน หรือคนในครอบครัวอีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องพึ่งพาเงิน ระบบและบริการในการดูแล หน้าที่ของเราคือปรับตัวตามสังคมยุคใหม่ ปล่อยวาง เก็บออมเงินเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ และรักษาสมดุลระหว่างเงินออมกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

การสำรวจของสำนักข่าวซินหัวพบว่า คนรุ่นใหม่จีน 59.8% มองว่าตนเองควรดูแลตัวเองตอนแก่เป็นหลัก ขณะที่รัฐบาลจีนได้วางแผนระดับชาติระยะกลางและระยะยาวสำหรับการรับมือกับประชากรผู้สูงวัยเชิงรุก โดยแผนระยะกลางจะเริ่มในปี 2035 มุ่งให้การดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นระบบบริการทางสังคม จากเดิมที่เคยพึ่งพาลูกหลานก็เปลี่ยนมาพึ่งพารัฐ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ

แนวโน้มเช่นนี้ทำให้กลุ่ม ‘เดอะแบก’ จำนวนมากเริ่มเตรียมตัวและเตรียมใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของจีน ซึ่งเมื่อพวกเขาวางมือลง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ สอดคล้องกับคำกล่าวเกี่ยวกับวงจร 3 รุ่นที่ว่า “富不过三代” หรือความมั่งคั่งอยู่ไม่เกิน 3 รุ่น ที่ทำให้คนกลุ่มนี้มองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ และเริ่มมองอนาคตข้างหน้าที่กำลังจะมาถึงอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap