เหรียญมีเพียง 3 สี แต่คุณค่าของนักกีฬาไม่ได้วัดกันที่เหรียญ

เหรียญมีเพียง 3 สี แต่คุณค่าของนักกีฬาไม่ได้วัดกันที่เหรียญ

ในทุกมหกรรมกีฬาอย่างเอเชียนเกมส์ เหรียญรางวัลมีเพียงสามประเภทคือ ทอง เงิน และทองแดง นักกีฬาที่คว้าเหรียญได้จะถูกจดจำ ทั้งภาพบนโพเดียมและการกล่าวถึงจะถูกส่งต่อในฐานะความทรงจำของการแข่งขัน แต่ในสนามเดียวกันนั้นยังมีนักกีฬาอีกจำนวนมากที่ต้องเดินทางกลับบ้านโดยไม่มีเหรียญติดมือ คำถามคือ แล้วสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทมาตลอดหลายปีจะไร้ความหมายหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะความจริงของกีฬาคือไม่ใช่ทุกคนจะได้ขึ้นโพเดียม และนั่นไม่ใช่เรื่องผิด

เป้าหมายที่ต่างกัน

นักกีฬาแต่ละคนเดินทางมาที่เอเชียนเกมส์ด้วยความคาดหวังที่แตกต่างกัน บางคนหวังถึงเหรียญทอง ขณะที่อีกหลายคนตั้งเป้าเพียงทำผลงานให้ดีกว่าครั้งก่อน บางคนอยากทำเวลาให้ได้ตามที่ซ้อมมา บางคนอยากทำลายสถิติของตัวเอง และบางคนต้องการพิสูจน์ว่าหลังผ่านวันที่ยากลำบากมา พวกเขายังกลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้ บางคนทำได้ตามเป้าหมาย บางคนทำได้มากกว่าที่คิด และบางคนอาจทำไม่ได้เลย แต่แม้ในวันที่ผลการแข่งขันไม่เป็นอย่างที่หวัง สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครพรากไปจากพวกเขาได้คือความพยายามระหว่างทางทั้งหมดก่อนจะมาถึงวันนี้

เส้นทางที่ไม่มีใครเห็น

กว่าจะมาถึงสนามแข่งขัน นักกีฬาหนึ่งคนต้องผ่านเรื่องราวมากมาย ทั้งเช้ามืดที่ต้องตื่นมาซ้อมทั้งที่ยังไม่อยากลุกจากเตียง วันที่ร่างกายเหนื่อยล้า วันที่แพ้ วันที่ฟอร์มตก อาการบาดเจ็บ ความสงสัยว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ และวันที่ต้องพยายามเชื่อในตัวเองอีกครั้ง ระหว่างทางนั้นอาจไม่มีใครเห็นทุกหยดเหงื่อ ไม่มีใครเห็นว่าล้มแล้วลุกขึ้นมาได้อย่างไร ไม่มีใครเห็นทุกมื้ออาหารที่ต้องควบคุม หรือคืนที่ต้องกลับไปนอนพร้อมคำถามว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้นหรือเปล่า แต่ทั้งหมดนั้นคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง จนถึงวันที่ได้มายืนในสนามเอเชียนเกมส์ บางคนได้ทำในสิ่งที่ฝัน บางคนทำลายสถิติ บางคนสร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิต บางคนเห็นพัฒนาการของตัวเองชัดเจน และบางคนต้องเดินออกจากสนามพร้อมความผิดหวัง

ความรู้สึกผิดหวังนั้นไม่จำเป็นต้องถูกลบออกไป นักกีฬามีสิทธิ์เสียใจ เสียดาย มีสิทธิ์ร้องไห้ และมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าวันนั้นทำได้อีกนิด ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปหรือเปล่า เพราะนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของกีฬาเช่นกัน กีฬาไม่ได้สอนให้เอาชนะทุกครั้ง แต่สอนให้อยู่กับวันที่ไม่สามารถเอาชนะได้ เรียนรู้ที่จะยอมรับผลลัพธ์ แยกให้ออกว่าอะไรควบคุมได้และอะไรควบคุมไม่ได้ กลับไปมองสิ่งที่ทำได้ดี เรียนรู้จากข้อผิดพลาด แล้วเริ่มต้นใหม่

ชัยชนะที่ไม่มีเหรียญ

การเติบโตของนักกีฬาอาจไม่ปรากฏบนตารางเหรียญรางวัล แต่อยู่ในตัวเลขที่ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน อยู่ในเทคนิคที่แม่นยำขึ้น อยู่ในความกล้าที่มากขึ้น อยู่ในวิธีรับมือกับความกดดันที่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อน หรืออาจเป็นเพียงการที่นักกีฬาคนหนึ่งเดินออกจากสนามในวันที่ผิดหวัง แล้วบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร กลับไปฝึกกันใหม่ เพียงเท่านั้นก็อาจเป็นชัยชนะอีกแบบหนึ่งแล้ว

เส้นทางของนักกีฬาไม่ได้เริ่มต้นในวันแข่งขัน และไม่ได้จบลงในวันที่ผลปรากฏบนกระดาน มันเต็มไปด้วยเรื่องราวเล็ก ๆ ระหว่างทาง ทั้งมิตรภาพ ครอบครัว โค้ช เพื่อนร่วมทีม ความทรงจำ เสียงหัวเราะ น้ำตา ความพยายาม ความกลัว ความผิดหวัง และช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าที่เคยคิด สิ่งเหล่านี้ไม่มีเหรียญรางวัลให้แลกและไม่มีตัวเลขสถิติให้บันทึก แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวนักกีฬาไปตลอดชีวิต

เราอาจถูกสอนให้มองกีฬาโดยมุ่งไปที่เส้นชัย ใครชนะ ใครแพ้ ใครได้เหรียญ ใครไม่ได้เหรียญ เฝ้ารอภาพนักกีฬาชูเหรียญบนโพเดียม จนบางครั้งลืมหันกลับไปมองคนที่กำลังเดินออกจากสนาม ทั้งที่เรื่องราวของกีฬาก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน อยู่ในคนที่ชนะและคนที่แพ้ อยู่ในคนที่สมหวังและคนที่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดหวัง อยู่ในคนที่ทำลายสถิติและคนที่ทำได้เท่ากับที่ตัวเองเคยทำในการซ้อม

ท้ายที่สุด เราอาจสนใจจุดหมายปลายทางมากเสียจนลืมมองความงดงามของระหว่างทาง ทั้งที่ระหว่างทางนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้นักกีฬาคนหนึ่งกลายเป็นนักกีฬาที่เราได้เห็นในวันนี้ เอเชียนเกมส์จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของคนที่ได้เหรียญ เพราะพวกเขาได้ทิ้งบางสิ่งไว้ในสนามแห่งนี้แล้ว ทั้งหยาดเหงื่อ ความพยายาม ความกล้า และตัวตนของพวกเขาในวันที่พยายามทำดีที่สุด เหรียญมีเพียงสามสี แต่ความหมายของการเป็นนักกีฬาไม่เคยมีเพียงสามแบบ และบางทีหัวใจที่แท้จริงของกีฬาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไปถึงจุดหมายเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าระหว่างทางที่เดินไปนั้น เราได้ใช้มันอย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรีเพียงใด

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap