เอกนิติชี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องเป็นเข็มทิศ เลือกโครงการเปลี่ยนเกม กระจายรายได้สู่ฐาน…

เอกนิติชี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องเป็นเข็มทิศ เลือกโครงการเปลี่ยนเกม กระจายรายได้สู่ฐาน…

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนาหัวข้อ ‘ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’ ภายในงานรับฟังความคิดเห็นเพื่อยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า แผนฉบับนี้จะทำหน้าที่เป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางประเทศ โดยต้องมีเป้าหมายชัดเจนและมีกลไกขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง

เป้าหมายรายปี-ระยะ 5 ปี

เอกนิติระบุว่า การจัดทำแผนพัฒนาฯ ครั้งนี้ต้องกำหนดทั้งเป้าหมายรายปีและเป้าหมายระยะ 5 ปี เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัญหาเดิมที่สะสมมานานและความท้าทายใหม่จำนวนมาก จึงไม่สามารถดำเนินโครงการทุกอย่างพร้อมกันได้ หัวใจสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญ โดยเลือกโครงการที่สร้างผลกระทบสูงและเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ได้จริง แทนการกระจายงบประมาณและกำลังคนไปยังโครงการย่อยนับร้อยโครงการ พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ชัดว่าผลลัพธ์ใดต้องเกิดภายใน 1 ปี และเป้าหมายใดต้องบรรลุในระยะ 5 ปี

รัฐบาลจะใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นกลไกทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และนำประเทศไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

4 วิกฤตที่ต้องรับมือ

สำหรับสถานการณ์ประเทศ เอกนิติมองว่าไทยกำลังเผชิญสัญญาณวิกฤตสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วิกฤตสังคมจากโครงสร้างประชากร และวิกฤตการเมือง ดังนั้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายเศรษฐกิจ 4 เสาหลัก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม

เอกนิติระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตชะลอลงอย่างต่อเนื่อง จากช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เคยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี ลดลงเหลือประมาณ 4% ในช่วงหลังปี 2540–2550 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3% และปัจจุบันขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ขณะเดียวกันประเทศยังเผชิญปัญหา ‘โตกระจุก จนกระจาย’ โดยแม้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่เกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่ประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ของประเทศประมาณ 50% ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม

“สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่” เอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่าประเทศไทยขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน ทำให้โรงงานและเครื่องจักรเสื่อมสภาพ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้กำลังแรงงานและรายได้ลดลง

ปลดล็อกภาครัฐแยกส่วน

อีกเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ปัญหาหน่วยงานภาครัฐทำงานแบบแยกส่วน โดยเอกนิติยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี แต่หน่วยงานต่างๆ ยังต่างคนต่างทำ จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาและเข้มงวดเรื่องวินัยการคลัง จนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งปรับมุมมองกลับมาอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ซึ่งช่วยป้องกันวิกฤตการคลัง สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน และส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะและความสามารถ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาเพิ่มผลิตภาพ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการนำ ‘เอไอนกกระซิบ’ มาใช้ในแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถขายสินค้าออนไลน์ได้จริง

เดินหน้าอุตสาหกรรม S-Curve

เอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือ S-Curve โดยปรับภาคเกษตรไปสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ยกตัวอย่างคืออาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งระบุว่ากำลังเติบโตสูงถึงปีละ 20% ตามแนวโน้มสังคมสูงวัยและความนิยมเลี้ยงสัตว์ พร้อมกล่าวว่าไทยอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกอันดับต้นของโลก โดยอยู่ในอันดับ 1-2

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกระจายโอกาสการเติบโตสู่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย

การหารือครั้งนี้สะท้อนทิศทางที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการจัดลำดับความสำคัญของโครงการและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศไทยจะกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap