เอกนิติชี้ น้ำท่วมฉุด GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ชี้ชีวิตประชาชนสำคัญกว่าตัวเลข

เอกนิติชี้ น้ำท่วมฉุด GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ชี้ชีวิตประชาชนสำคัญกว่าตัวเลข

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมว่า กระทรวงการคลังประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยคาดว่าจะฉุดการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไม่ถึง 0.1% ส่งผลให้กระทรวงการคลังยังคงเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2-2.5% ตามเดิม

แม้ตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจจะไม่สูงมากนัก แต่ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม

ชีวิตคนสำคัญกว่าตัวเลข

“สิ่งสำคัญผมว่าไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของชีวิตคนมากกว่า และก็ความลำบากของประชาชน” ดร.เอกนิติ กล่าว

คำกล่าวนี้สะท้อนท่าทีของรัฐบาลที่ต้องการให้น้ำหนักกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนและชุมชน มากกว่าการวัดผลเป็นเม็ดเงินหรือเปอร์เซ็นต์การเติบโตเพียงอย่างเดียว

เตรียมพร้อมรับมือช่วงประชุม IMF

นอกจากประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว ดร.เอกนิติ ยังเปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ โดยระบุว่ามีการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตามข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดระดับน้ำและเกณฑ์สำหรับการแจ้งเตือน ตลอดจนวางแผนเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมประชุมออกจากพื้นที่หากสถานการณ์มีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศและประชาชนในพื้นที่

“วันนี้ผมว่าเรามีประสบการณ์จากที่น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน การบริหารจัดการผมคิดว่าเราสามารถมีการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของว่าถ้ามีระดับน้ำเกินระดับไหน เราจะต้องเคลื่อนย้ายคนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประชุม” ดร.เอกนิติ กล่าว

IMF-โลกยังเชื่อมั่นไทย

ดร.เอกนิติ ยืนยันว่าองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลกยังคงมีความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยทั้งสองหน่วยงานเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติและสภาพอากาศเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ปัจจุบันมีผู้แทนด้านการเงินและผู้นำจากทั่วโลกลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 15,000 คน สูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่วางไว้ที่ 5,000 คนอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ดร.เอกนิติ ระบุว่าระบบต่าง ๆ ได้รับการทดสอบเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟดับ แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือการชุมนุมประท้วง โดยยืนยันว่าการชุมนุมสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย และจะมีการจัดพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นของผู้ชุมนุม เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินต่อไปได้

“ถ้าม็อบจะมา ก็ได้มาแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำลายการประชุม ผมว่าอันนี้เป็นชื่อเสียงประเทศไทย” ดร.เอกนิติ กล่าว

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทยนั้น การจัดงานประชุมระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์ประเทศในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ก็เป็นโจทย์ที่ต้องบริหารจัดการควบคู่กันไป ทั้งในแง่การดูแลประชาชนและการรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ท่าทีของกระทรวงการคลังที่ให้น้ำหนักกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่าตัวเลข GDP จึงเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและการเยียวยาผู้เดือดร้อนจะเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องจับตาต่อไปในไตรมาสสุดท้ายของปี

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap