เอกนิติ เปิดยุทธศาสตร์ STI ดันไทยเป็นเซฟโซนลงทุนโลก ฝ่าคลื่นไร้กติกา

เอกนิติ เปิดยุทธศาสตร์ STI ดันไทยเป็นเซฟโซนลงทุนโลก ฝ่าคลื่นไร้กติกา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไร้กติกาเดิม” ภายในงานเสวนา 30 ปี ไทยโพสต์ : เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคต ประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ณ สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ซอยประชาชื่น 46 โดยชี้ว่าที่ผ่านมายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบอร์ดบีโอไอ (BOI) ในปี 2568 พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักลงทุนต่างชาติ

โลกเปลี่ยนจากสามขั้วสู่ไร้กติกา

นายเอกนิติ ทบทวนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนับแต่ปี 2523 ว่าโลกเคยขับเคลื่อนด้วย 3 ขั้วหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจรวมกันกว่า 50-60% ของจีดีพีโลก จนเกิดข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ที่บีบให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องกระจายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ขณะนั้นไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานจากการริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และเส้นทางคมนาคม จึงสามารถเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรม สร้างรายได้และการจ้างงานเติบโตอย่างก้าวกระโดด

แต่เมื่อมองสู่ปัจจุบัน บริบทโลกซับซ้อนกว่าเดิมมาก โลกไม่ได้มีเพียง 3 ขั้วอำนาจอีกต่อไป แต่กลายเป็นโลกแตกขั้วทางเศรษฐกิจ สัดส่วนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เหลือรวมกันเพียงประมาณ 25% ของจีดีพีโลก อีกทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าไม่ได้ใช้เพียงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แต่เปลี่ยนมาใช้การขึ้นกำแพงภาษี (Tariff)

กระแสการย้ายฐานทุนของนักลงทุนต่างชาติจึงไม่ได้มองหาเพียงประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่มองหาพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดและมีความเป็นกลาง ค้าขายได้กับทุกฝ่าย ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นดังกล่าวอย่างชัดเจน

ยอดบีโอไอพุ่ง 1.47 ล้านล้าน

ผลจากจุดแข็งด้านความเป็นกลางนี้ สะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปีที่ผ่านมา (2568) ที่พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) ซึ่งไทยกลายเป็นฐานผลิตอันดับ 1-2 ของโลก ควบคู่ไปกับกระแสยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility / EV) ที่กำลังเข้ามาทดแทนยานยนต์สันดาปเดิม

ยุทธศาสตร์สติ STI สามเสาหลัก

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อวาดอนาคต ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วย “ยุทธศาสตร์สติ (STI)” ที่ชัดเจนและมีสติรับมือกับความผันผวน ประกอบด้วย

S – Stabilize Today (สร้างเสถียรภาพตั้งแต่วันนี้) เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ หนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี พร้อมรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นด่านหลังสำคัญที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกปรับมุมมองของไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ

T – Transition Now (เร่งเปลี่ยนผ่านทันที) ปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักในช่วงที่เกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเร่งสนับสนุนพลังงานสะอาด (Clean Energy) เช่น โซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการปรับปรุงระบบสายส่งโครงข่ายไฟฟ้า (Modernize Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าระดับประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและสร้างรายได้

I – Invest for Tomorrow (ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้) ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการ Upskill และ Reskill ให้สอดรับกับสังคมสูงวัย อาทิ การสนับสนุนให้พ่อค้าแม่ค้าใช้ AI นกกระซิบ ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งนอกจากช่วยบริหารต้นทุนในการขายและเพิ่มทักษะการใช้เอไอแล้ว ข้อมูลการขายยังใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อธนาคารได้อีกด้วย

Skill Bridge ผลิตคนป้อนอุตสาหกรรมชิป

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ “Skill Bridge” ที่จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมชิปและ Optical Transceiver ซึ่งมีการจ้างงานแรงงานไทยแล้วกว่า 20,000 ถึง 30,000 ตำแหน่ง

สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง นายเอกนิติระบุว่าได้นำรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนมาประยุกต์ใช้ โดยวางภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” นำร่องยกระดับ 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรแม่นยำและการแปรรูปอาหาร (Smart Agriculture & Food Processing) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ สุขภาพและการแพทย์ (Wellness & Medical) ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โลจิสติกส์และการค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” คอยสนับสนุนด้านการลงทุน กฎระเบียบ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยมีวินัยและเสถียรภาพทางการเงินการคลังเป็น “กองหลัง” ปกป้องเศรษฐกิจ เพื่อให้การย้ายฐานการลงทุนของโลกในระลอกใหม่นี้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ตกแก่คนไทยและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริงและยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap