แบงก์ชาติออกประกาศใหม่ คุมเข้มแลกเปลี่ยนเงิน เกิน 2 แสนดอลลาร์ต้องแสดงเอกสาร

แบงก์ชาติออกประกาศใหม่ คุมเข้มแลกเปลี่ยนเงิน เกิน 2 แสนดอลลาร์ต้องแสดงเอกสาร

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศสำหรับธุรกรรมมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เพื่อป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท

เกณฑ์มูลค่า 2 แสนดอลลาร์

ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ฉบับที่ 38 ลงวันที่ 8 ตุลาคม ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน มีผลปรับปรุงวิธีปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ในการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศจากลูกค้าที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ โดยมุ่งให้ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศเป็นไปเพื่อการค้า การลงทุน และตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้

สำหรับเงินที่มาจากวัตถุประสงค์ทั่วไป เช่น ค่าสินค้าและบริการ เงินลงทุนโดยตรง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือเงินกู้ หากมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อธุรกรรม ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศเป็นรายธุรกรรม ยกเว้นลูกค้าที่ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYB) ซึ่งไม่ต้องเรียกเอกสาร

ส่วนเงินที่มาจากกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ watchlist ได้แก่ เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เงินจากค่าสินทรัพย์ดิจิทัล เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้และเงินให้กู้ เงินส่วนต่างจากธุรกรรมอนุพันธ์ ตลอดจนเงินจากวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ เงินโอน เงินบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรเงินบาท และบัญชีเงินฝาก หากมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาเป็นรายธุรกรรมเช่นกัน และไม่อนุญาตให้ใช้กระบวนการ KYB แทนการเรียกเอกสารในกรณีนี้

คุมเข้มทองคำและเงินสด

กรณีเงินที่มาจากค่าทองคำ ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมในทุกจำนวนเงิน รวมถึงกรณีโอนเงินค่าทองคำเข้าประเทศเป็นสกุลบาทผ่านบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident baht account) ก็ต้องเรียกเอกสารในทุกจำนวนเงินเช่นเดียวกัน

สำหรับเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสด ธนาคารพาณิชย์รับซื้อได้ไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเกินกว่านั้น ต้องเรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ หรือเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าลูกค้าได้เงินมาจากผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ

นอกจากนี้ การรับฝากเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีข้างต้นด้วย

เดินหน้าป้องปรามเก็งกำไร

ธปท. ระบุว่า การปรับปรุงแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและการเรียกเอกสารครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ต่อจากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การโอนเงินออกนอกประเทศ การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

พร้อมกันนั้นยังมีการผ่อนคลายการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินบาทของสถาบันการเงินกับผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (NR Non-FI) ที่สถาบันการเงินรู้จักดีพอ หรือ Know Your Business ว่ามีการค้าการลงทุนในประเทศไทย หรือมีภาระการชำระหรือรับชำระเงินบาทตามที่กำหนด

การออกประกาศฉบับนี้สะท้อนทิศทางของ ธปท. ที่ต้องการให้การเคลื่อนย้ายเงินตราต่างประเทศขาเข้ามีเอกสารรองรับชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังเปิดทางให้ธุรกรรมเพื่อการค้าและการลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบลูกค้าแล้วดำเนินไปได้อย่างราบรื่น สำหรับภาคธุรกิจไทยที่รับเงินจากต่างประเทศเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้นำเข้าที่มีธุรกรรมขนาดใหญ่ อาจต้องเตรียมเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินให้พร้อมต่อการเรียกตรวจของธนาคารพาณิชย์ในแต่ละครั้ง เพื่อลดความล่าช้าในการทำธุรกรรม

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap