แอร์เอเชียยันรับเครื่องบินใหม่ตามแผน ซีอีโอรับมีปัญหาสภาพคล่องจริง

แอร์เอเชียยันรับเครื่องบินใหม่ตามแผน ซีอีโอรับมีปัญหาสภาพคล่องจริง

โบ ลิงกัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย ยืนยันกับนิกเคอิ เอเชียว่า ปัญหาการเงินที่เกิดจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูง จะไม่กระทบแผนรับมอบเครื่องบินใหม่ที่วางไว้ พร้อมยอมรับตามตรงว่าบริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง แต่ยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้ามาทุกวัน

คำยืนยันดังกล่าวมีขึ้นหลังตลาดการเงินจับตาสถานะของสายการบินต้นทุนต่ำรายนี้อย่างใกล้ชิด จากรายงานข่าวที่ระบุถึงการค้างชำระผู้ขาย การขอเลื่อนรับมอบเครื่องบิน และการขายเครื่องบินใหม่ที่เพิ่งรับมอบออกไปโดยไม่เคยนำมาบิน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นอย่างหนักในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ล็อกเงินทุนไว้แล้ว 70-75 ลำ

โบให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ว่า บริษัทได้จัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องบินไว้แล้วราว 70-75 ลำ และไม่มองว่าการหาเงินซื้อเครื่องบินเป็นอุปสรรค โดยระบุว่าจะมีเครื่องบินใหม่ส่งมอบ 7 ลำในปี 2027 และอีก 20 ลำในปี 2028

เขาเปิดเผยว่าแอร์เอเชียไม่ได้ตั้งใจจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องบินที่สั่งไว้ทั้งหมดล่วงหน้านานเกินไป แต่จะหาเงินเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งมอบ เพื่อให้เจรจาอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าได้เมื่อสถานะการเงินของบริษัทดีขึ้น

“ถ้าถามผมว่าเรามีปัญหาสภาพคล่องไหม ตอบว่าใช่ มีแน่นอน แต่ถึงจะจ่ายค่าเช่าเครื่องบินไปแล้ว ผมก็ยังมีเงินสด เพราะธุรกิจนี้สร้างเงินสดได้ทุกวัน” โบกล่าว

ข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน แอร์เอเชียมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 954 ล้านริงกิต หรือประมาณ 7.82 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดระดับหนึ่งในบรรดาสายการบินที่บลูมเบิร์กติดตามทั่วโลก ขณะที่ค่าน้ำมันในไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 58% จนบริษัทขาดทุนรายไตรมาสหนักที่สุดในรอบ 4 ปี โดยไตรมาสเมษายนถึงมิถุนายนขาดทุนสุทธิ 527 ล้านริงกิต หรือราว 4.32 พันล้านบาท และ ณ วันที่ 30 มิถุนายน หนี้สินของกลุ่มสูงกว่าสินทรัพย์ราว 600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4.92 พันล้านบาท

โบยังปฏิเสธความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยพยุงการดำเนินงาน หลังมีกระแสข่าวลือจนราคาหุ้นดิ่งลงอย่างหนักในเดือนกันยายน โดยยืนยันว่า “ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ เราไม่ได้ปิดกิจการ”

รวมหนี้ก้อนเดียว 3.35 หมื่นล้าน

สำหรับแผนระดมเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาท ที่บริษัทกำลังดำเนินการอยู่ ฟารุก กามัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ซึ่งร่วมให้สัมภาษณ์ด้วย อธิบายว่าเงินราว 500-550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.68-1.84 หมื่นล้านบาท จะใช้รวมหนี้เดิมให้เป็นก้อนเดียว ส่วนที่เหลือบางส่วนจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

เขาระบุว่าการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ย และใช้โครงสร้างการชำระคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนด แทนการทยอยจ่ายตลอดอายุเงินกู้ วิธีนี้จะช่วยลดภาระเงินสดในระยะสั้น แม้หนี้ยังต้องจ่ายคืนเมื่อถึงกำหนดก็ตาม และยังเปิดทางให้แอร์เอเชียชำระคืนก่อนกำหนดได้หากสถานะการเงินดีขึ้น

“สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้อยู่ในรูปแบบเงินกู้” ฟารุกกล่าว ซึ่งต่างจากการออกหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ

แจงปมขายเครื่องบิน 6 ลำ

ระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้บริหารยังตอบข้อสงสัยเรื่องการขายเครื่องบิน หลังบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า แอร์เอเชียขายเครื่องบิน A321neo ที่เพิ่งรับมอบไป 6 ลำ จากทั้งหมด 10 ลำที่รับมอบใหม่จากแอร์บัสตั้งแต่ต้นปี 2025 รวมถึง 2 ลำเมื่อเดือนกรกฎาคม

รายงานซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายเครื่องบินจากฐานข้อมูล Cirium Fleet Analyzer ระบุว่าเครื่องบินทั้ง 6 ลำถูกขายให้ BBAM บริษัทให้เช่าเครื่องบิน ก่อนที่ Sun PhuQuoc Airways สายการบินน้องใหม่จากเวียดนาม จะซื้อหรือเช่าต่อไป แม้การขายเครื่องบินใหม่แล้วเช่ากลับมาใช้จะเป็นเรื่องปกติของสายการบิน เพื่อเปลี่ยนเงินก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายตอนซื้อให้เป็นค่าเช่ารายงวด แต่การขายออกไปโดยไม่เคยนำมาบินเลยถือเป็นเรื่องที่พบได้ยาก

แอนดรูว์ ไลต์ นักวิเคราะห์อิสระด้านตลาดทุนในธุรกิจการบิน ระบุว่า “เป็นเรื่องผิดปกติที่เครื่องบินลายของแอร์เอเชียซึ่งเพิ่งรับมอบจะไม่ได้เข้าประจำการ โดยมีแค่การขายแต่ไม่มีการเช่ากลับ” และมองว่าการขายเครื่องบินที่เพิ่งรับมอบน่าจะเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด หากต้องการเงินสดให้ได้มากที่สุด

ข้อมูลของ Cirium ยังแสดงว่า Sun PhuQuoc Airways ซึ่งเริ่มบินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 มีฝูงบิน 19 ลำ โดย 14 ลำซื้อหรือเช่ามาจากแอร์เอเชียโดยตรง ส่วนเครื่องบินที่แอร์เอเชียรับมอบเมื่อเดือนกรกฎาคมจะโอนให้ Sun PhuQuoc ในเดือนตุลาคม ขณะที่ BBAM, Sun PhuQuoc Airways และ Sun Group บริษัทแม่ ไม่ได้ตอบคำขอความเห็น

ด้านโบให้คำอธิบายต่างออกไป โดยระบุว่าเครื่องบินทั้ง 6 ลำเป็นเครื่องบินเช่าที่แอร์เอเชียตกลงรับไว้ระหว่างการปรับโครงสร้างช่วงโควิด แต่ค่าเช่าสูงเกินกว่าจะคุ้มกับการนำมาบินจริง

“ค่าเช่าแพง เราจึงกลับไปคุยกับผู้ให้เช่า” เขาเล่า “ถ้าผมนำเครื่องบินลำนี้ไปให้บริการ ผมก็จะไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มกับการลงทุน”

โบระบุว่าแอร์เอเชียคืนเครื่องบินให้ผู้ให้เช่า ซึ่งสามารถนำไปปล่อยเช่าต่อในราคาที่สูงกว่าได้ และยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจครั้งเดียว โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่เครื่องบินที่เราสั่งจากแอร์บัสแล้วเอาไปขายต่อ”

ขณะที่ โทนี เฟอร์นานเดส ผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุในการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ ว่าเครื่องบินใหม่เหล่านี้มีต้นทุนการบินสูงเมื่อราคาน้ำมันแพง จึงส่งต่อให้คนอื่นนำไปใช้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีเครื่องบินที่สั่งซื้อไว้ 500 ลำ แต่จะไม่นำไปแปลงเป็นเงินสด เพราะต้องการเครื่องบินใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน แอร์เอเชียมีเครื่องบินแอร์บัสในฝูงบิน 239 ลำ แต่ใช้งานได้จริงเพียง 161 ลำ และบริษัทระบุว่าจะคืนเครื่องบินเก่า 25 ลำในปีนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงการขายเครื่องบินใหม่

สำหรับผู้อ่านในไทย สถานการณ์ของแอร์เอเชียกลุ่มเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักของเครือข่ายเส้นทางบินในภูมิภาค ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับมาเลเซีย เวียดนาม และเมืองอื่น ๆ ในอาเซียน การปรับฝูงบินและโครงสร้างหนี้ของกลุ่มจึงอาจสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของเที่ยวบินและราคาตั๋วในอนาคต ขณะที่ค่าเงินในรายงานอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.50 บาท และ 1 ริงกิตเท่ากับ 8.20 บาท ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap