
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาได้เข้าสู่บทใหม่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเปิดฉากการประชุมในเวทีระหว่างประเทศภายใต้กรอบกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อแนวทางยุติปัญหา หลังจากก่อนหน้านี้มีวิวาทะผ่านสื่อโต้กันไปมาหลายเดือน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ กัมพูชาไม่ปิดประตูการแบ่งผลประโยชน์ในอ่าวไทย แม้จะต้องการกำหนดเส้นเขตแดนให้ชัดเจนก็ตาม ขณะที่ไทยซึ่งขึ้นแถลงทีหลังกลับมีท่าทีดุดันกว่า โดยย้ำว่าจะเจรจาเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดนเท่านั้น
จุดเปลี่ยนหลังยกเลิก MOU44
ปัญหาเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชากลับมาเป็นที่พูดถึงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดจากเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนทางบก ซึ่งนำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU44 ที่ใช้เป็นกรอบเจรจาเขตแดนทางทะเล
เมื่อต้นปี 2569 ไทยได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้า และจะใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจาแทน จุดเปลี่ยนครั้งนี้นำปัญหาดังกล่าวสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง แต่แตกต่างจากอดีตตรงที่ไม่ใช่การขึ้นศาล
ปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา เริ่มต้นแถลงเมื่อวันที่ 15 กันยายน ด้วยการกล่าวถึงที่มาของเส้นเขตแดนทางบกระหว่างสยามกับกัมพูชา ซึ่งก่อกำเนิดภายใต้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และ 1907
ข้อน่าสังเกตคือ กัมพูชาหยิบสนธิสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนทางบกมาพูดในเวทีเจรจาเขตแดนทางทะเล เพราะฐานที่กัมพูชาใช้รองรับเส้นอ้างสิทธิทางทะเลก็มาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 เช่นกัน โดยสนธิสัญญาระบุให้ใช้ยอดสูงสุดของเกาะกูดลากเข้าหาชายฝั่งเป็นจุดอ้างอิง และใช้ชายฝั่งที่ตรงกับจุดสูงสุดนั้นเป็นเส้นเขตแดนทางบก
อย่างไรก็ดี กัมพูชาไม่ได้ลากเส้นผ่านเกาะกูดตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ลากอ้อมเป็นรูปตัว U เนื่องจากสนธิสัญญาระบุชัดว่าเกาะกูดเป็นของไทย ซึ่งกัมพูชายอมรับข้อเท็จจริงส่วนนี้แล้ว
แบ่งเขตไม่ลงตัว จับมือแบ่งผลประโยชน์
ตัวแทนฝ่ายกัมพูชาระบุว่า ช่วงกลางทศวรรษ 1990 กัมพูชาได้แสวงหาทางแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อนำทรัพยากรใต้ทะเลออกมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองประเทศเริ่มหารือกันในเดือนเมษายน 2538 และบรรลุข้อตกลง MOU44 ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถตกลงขั้นสุดท้ายได้ทั้งเรื่องการแบ่งเขตและพื้นที่พัฒนาร่วม
โมเดลพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ Joint Development Area (JDA) เป็นแนวทางที่หลายประเทศซึ่งมีข้อพิพาททางทะเลใช้แก้ปัญหาชั่วคราวตามกฎหมายทะเล สาระสำคัญคือคู่พิพาทไม่จำเป็นต้องเจรจากำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนก่อน แต่ตกลงนำทรัพยากรมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างที่ยังไม่แบ่งเขต
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ JDA ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งเริ่มขุดเจาะมาตั้งแต่ปี 2548 โดยรัฐบาลทั้งสองฝ่ายรับภาระค่าใช้จ่ายและแบ่งผลประโยชน์เท่ากันในสัดส่วน 50:50 ปัจจุบันมีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แปลง คือ แปลง A-18 พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร และแปลง B-17-01 พื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่าในปีที่ผ่านมา ไทยมีรายได้จากกิจการปิโตรเลียมที่มาจากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซียจำนวน 9,565 ล้านบาท ความสำเร็จจากกรณีนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ไทยและกัมพูชาพิจารณาใช้เป็นทางออกของปัญหา
ปรัก สุคน กล่าวว่า วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ไทยได้ประกาศยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะคัดค้านหลายครั้ง กัมพูชาจึงเลือกริเริ่มเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ
การเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ประเทศคู่พิพาทสามารถยื่นขอเข้าได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่าย และอีกฝ่ายต้องเข้าร่วม กระบวนการนี้มีฝ่ายที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท ประกอบด้วยสมาชิกที่แต่ละประเทศเสนอประเทศละ 2 คน รวมเป็น 4 คน ก่อนที่สมาชิกทั้ง 4 คนจะร่วมกันเลือกประธาน คณะกรรมาธิการไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่จะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ แต่มีหน้าที่ช่วยหาจุดประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
ทางเลือกสามระดับของกัมพูชา
ในส่วนเป้าหมายของกระบวนการนี้ กัมพูชาเสนอ 3 ทางเลือก แบ่งเป็น 3 ระดับ หนึ่ง กัมพูชาต้องการให้คณะกรรมาธิการสนับสนุนให้สองประเทศกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลขึ้นมาเพียงเส้นเดียว สอง หากทำตามทางเลือกแรกไม่ได้ กัมพูชาพร้อมทำข้อตกลงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมเพื่อแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมก่อน ระหว่างที่การแบ่งเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ สาม หากสองตัวเลือกแรกไม่สำเร็จ ให้คณะกรรมาธิการเสนอความเห็นเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปเจรจากันต่อ
ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า การแบ่งเส้นเดียวตามที่กัมพูชาเสนอภายในระยะ 12 เดือน กับพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องง่าย และตามความเป็นจริงกรณีแบบนี้มักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในเชิงยุทธศาสตร์จึงมีแนวโน้มไปทางทางเลือกที่สอง ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีที่กัมพูชามีมาแต่เดิม
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ซึ่งเพิ่งผ่านการประชุมครั้งแรกร่วมกับไทยไปหยก ๆ ปรากฏข่าวว่ากัมพูชามองหาการลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส TotalEnergies ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจพลังงานบริเวณอ่าวไทย โดย แก้ว รัตนัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ระบุว่า กระบวนการประนอมนี้ควรช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องเส้นเขตแดนและเรื่องการพัฒนาร่วม หากมีความชัดเจน กัมพูชาก็จะได้เดินหน้าสำรวจได้
ทั้งนี้ ที่จริงแล้วทั้งสองประเทศต่างได้ให้สัมปทานบริษัทน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนมาก่อนหน้านี้แล้ว สะท้อนว่าผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลในอ่าวไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งผู้อ่านชาวไทยคงต้องติดตามว่าทิศทางหลังจากนี้จะนำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบใด และจะกระทบต่อต้นทุนพลังงานในประเทศอย่างไรในระยะต่อไป
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี