53 ปี 14 ตุลา: 'เสรีภาพ' เนื้อนาบุญที่หล่อเลี้ยงสังคมไทย

53 ปี 14 ตุลา: 'เสรีภาพ' เนื้อนาบุญที่หล่อเลี้ยงสังคมไทย

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาประชาชนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย ผ่านมาแล้ว 53 ปี แม้จะมีการประเมินเหตุการณ์นี้ในหลากหลายมุมมอง แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และคุณค่าที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ 'เสรีภาพ' งอกงามในสังคมไทย

รากฐานเสรีภาพ

การต่อสู้ในครั้งนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างหรือไม่ เป็นคำถามที่มีการถกเถียงกันมาโดยตลอด ทัศนะหนึ่งเห็นว่าการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพียงการทำให้กระเบื้อง 3 แผ่นหลุดไปจากหลังคา แต่ตัวบ้านที่ผุโทรมยังคงอยู่ ทั้งเสาเรือน คาน ข้างฝา ประตูหน้าต่าง ยังเหมือนเดิม และยังมีการเลือกตั้งสลับกับการรัฐประหารอีกหลายครั้งในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้ง คุณค่าอันยิ่งใหญ่ของ 14 ตุลา คือการเปิดเนื้อดินของพื้นที่สาธารณะที่ทำให้แมกไม้แห่งเสรีภาพนานาพรรณเติบโตและงอกงาม อำนาจไม่สามารถผูกขาดอยู่กับทหารและชนชั้นนำจำนวนจำกัดได้อีกต่อไป แต่ส่งผ่านไปสู่ประชาชนให้เข้ามามีบทบาทร่วมในชะตากรรมของประเทศ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกกำหนดและประกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

ผลพวงที่จับต้องได้

ผลพวงจากการระเบิดใหญ่ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏให้เห็นในหลายมิติ ทั้งการปกครองส่วนภูมิภาคที่ต้องให้พื้นที่และอำนาจแก่การปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่าน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งตัวแทนมาจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิของกรรมกร การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข และการก่อเกิดองค์กรเอกชน (NGO) มากมายในหลายพื้นที่

แม้ 53 ปีที่ผ่านมาจะมีรัฐประหารแทรกซ้อนขึ้นมาในบางจังหวะ แต่ก็ต้องผ่อนปรนพื้นที่ให้แก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการมีพลังต่อรองของประชาชนในระดับหนึ่ง หากไม่มีเสรีภาพ ก็คงไม่มีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่โลกยกย่อง ไม่มีพลังของผู้ใช้แรงงานที่สามารถมีสหภาพแรงงานและเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของแรงงาน ไม่มีพื้นที่เสรีสำหรับนักวิชาการ และไม่มีอิสระของสื่อมวลชนที่ไม่ต้องขึ้นต่ออำนาจการเมืองและอำนาจทุน

ถกเถียงหลากทัศนะ

ตลอด 53 ปีที่ผ่านมา มีการตีความเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในหลายแง่มุม ทัศนะหนึ่งเห็นว่านิสิตนักศึกษาในยุคนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารกลุ่มหนึ่งที่ต้องการโค่นอำนาจของทหารอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ เมื่อนักศึกษาถูกตำรวจขวางกั้นเส้นทางกลับบ้านจนเกิดความรุนแรงข้างพระราชวังสวนจิตรลดา นำไปสู่การต่อสู้บนท้องถนนราชดำเนินตลอดสาย ฝ่ายนักศึกษาไม่ยอมแพ้และยืนหยัดสู้อย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่รู้และไม่สนใจว่าใครกลุ่มไหนจะมาชิงอำนาจจากกลุ่มไหน

อีกทัศนะหนึ่งเห็นว่านิสิตนักศึกษามีวาระซ่อนเร้น แต่จนถึงบัดนี้ 53 ปีแล้ว ไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏถึงสิ่งที่เรียกว่าวาระซ่อนเร้น หลังเหตุการณ์ ไม่มีผู้นำนิสิตนักศึกษาคนใดได้รับบำเหน็จใดๆ เลย ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ นักศึกษาต้องไปทำหน้าที่ให้สัญญาณโบกรถ หยุดรถ บนท้องถนนแทนตำรวจจราจร เพราะตำรวจจราจรพากันหลบหนีไปหมด หลายวันกว่าจะกลับมาทำหน้าที่ตามเดิม จึงพูดได้ว่าการต่อสู้ครั้งนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตัว

ยังมีทัศนะที่เห็นว่าการเคลื่อนไหวเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอน แต่กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวเพื่อให้บ้านเมืองมีกติกานำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน เปรียบเสมือนจดหมายเปิดผนึกของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในนามนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่บ้านทำนุ เกียรติก้อง (จอมพลถนอม กิตติขจร) เพื่อเรียกร้องให้หมู่บ้านไทยมีกติกาหมู่บ้าน คือให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ หากตำรวจไม่จับ 13 กบฏรัฐธรรมนูญที่เดินแจกใบปลิว และปล่อยตัวทั้ง 13 คนเมื่อถูกประท้วง เหตุการณ์ก็คงไม่บานปลายกลายเป็นจลาจลบนถนนราชดำเนิน

พลังของมวลชน

ความสำเร็จของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ได้มาจากความสามารถของผู้นำนักศึกษาเพียงไม่กี่คน เช่น ธีรยุทธ บุญมี หรือเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แม้ผู้นำจะมีความสำคัญ แต่ขบวนแถวยาวเหยียดนับแสนคนคือพลังยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการประกอบส่วนจากพลังของผู้คนหลายภาคส่วน

นิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยครูทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมทั้งนักเรียนหลายโรงเรียน เข้ามาร่วมสมทบกันมากมาย แม่ค้าพ่อค้าพากันทำข้าวห่อ อาหารแห้ง และน้ำมาให้สื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรม โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่พากันล็อคประตูห้องให้งดสอบ เพื่อเปิดทางให้นักศึกษาไปร่วมชุมนุม บทเพลง บทกวี ละครที่ร้องเล่นบนเวที ล้วนประกอบส่วนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

แม้จะผ่านมา 53 ปี แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยังดำรงอยู่เป็นแผ่นภาพ เป็นตัวหนังสือ เป็นภาพยนตร์ ที่สามารถตรวจสอบได้ การทบทวนประวัติศาสตร์ในปีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจรากเหง้าของเสรีภาพที่สังคมไทยได้รับ และตระหนักว่าเสรีภาพคือเนื้อนาบุญที่นำไปสู่พลังสร้างสรรค์และพลังในการต่อรองในทุกปริมณฑลของสังคมไทย

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap