Bond Yield ทั่วโลกพุ่งสูงสุดรอบหลายทศวรรษ จับตาทิศทางเงินทุนโลก

Bond Yield ทั่วโลกพุ่งสูงสุดรอบหลายทศวรรษ จับตาทิศทางเงินทุนโลก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของหลายประเทศทั่วโลก ปรับตัวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ สร้างความกังวลในหมู่ตลาดการเงินโลกถึงทิศทางของเงินทุนที่จะไหลไปในอนาคต โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ Bond Yield อายุ 10 ปี แตะระดับ 5.361% สูงสุดในรอบ 24 ปี นับตั้งแต่ปี 2002

แรงกดดันจากเงินเฟ้อ

ปรากฏการณ์ Bond Yield พุ่งแรงในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐฯ เท่านั้น เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส ต่างเผชิญอัตราผลตอบแทนพุ่งสูงในรอบกว่าหลายทศวรรษ ขณะที่ฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดย Bond Yield อายุ 10 ปี ของญี่ปุ่นเข้าใกล้ 3.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ท่ามกลางภาระหนี้รัฐบาลที่สูงมาก ส่วนเยอรมนีและออสเตรเลียก็เผชิญแรงขายพันธบัตรไปด้วยเช่นกัน

หนึ่งในตัวเร่งสำคัญคือตลาดเริ่มกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลงยากกว่าที่คิด จากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง และความเสี่ยงจากภาระหนี้รัฐบาลที่สูงขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น หรือ Risk Premium เพื่อถือพันธบัตรระยะยาว

สหรัฐฯ กับอังกฤษ

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนขึ้นไปแตะ 5.73% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4% เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูงเหนือ 3% แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งจากแรงส่งเทคโนโลยี AI

ล่าสุด FedWatch Tool ยังคาดโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือในปีนี้ ส่วนฝั่งยุโรปนำโดยอังกฤษที่เผชิญโจทย์หนักกว่า โดย Bond Yield อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนทะลุ 6.04% สูงสุดในรอบ 28 ปี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 1998 และล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงเหนือ 3% และ BoE เตือนว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ส่วนฝรั่งเศสกำลังถูกจับตา เพราะเป็นอีกประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ Bond Yield พุ่ง โดยอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5% สูงที่สุดในรอบ 24 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2002 สะท้อนแรงขายพันธบัตรและความกังวลเรื่องฐานะการคลังของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดไม่เชื่อมั่นรัฐบาล และยังมีพันธบัตรที่ต้องออกใหม่อีกมหาศาลในปีหน้า

ปัจจัยหนุน Yield

เหตุผลที่ Bond Yield ทั่วโลกพุ่งพร้อมกันมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เรื่องแรกคือราคาน้ำมันแพง ทำให้ตลาดกลับมากลัวเงินเฟ้อ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดเคยคาด

เรื่องที่สอง ตลาดเริ่มกลัวว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมายง่าย ๆ ตลาดจึงเริ่มคิดว่าวงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจยังไม่จบ และคาดมีโอกาสประมาณ 22% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนตุลาคมนี้

เรื่องที่สาม รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้มาก และต้องออกพันธบัตรใหม่อีกจำนวนมาก ล่าสุดมีการประมูล Treasury อายุ 10 ปี มูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อ Supply ของ Bond เพิ่มขึ้น หากต้องการให้คนซื้อ ก็ต้องเสนอ Yield ที่น่าสนใจขึ้น ราคาพันธบัตรจึงลดลง และ Yield ปรับขึ้น

เรื่องสุดท้าย นักลงทุนเริ่มเรียก Term Premium สูงขึ้น ท่ามกลางโลกที่เงินเฟ้อไม่แน่นอน หนี้รัฐบาลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงสนใจผลตอบแทนที่ได้รับว่าคุ้มกับการล็อกเงินไว้นานกับพันธบัตรระยะยาวหรือไม่

โอกาสของนักลงทุน

หากนี่คือข่าวลบของคนถือบอนด์ในตลาดอยู่แล้ว แต่อาจเป็นข่าวบวกสำหรับคนที่กำลังจะซื้อพันธบัตรใหม่ที่กำลังจะออก เพราะ Yield ยิ่งสูง นักลงทุนรายใหม่ก็ยิ่งสามารถล็อกผลตอบแทนในระดับสูงได้ เพราะ Bond Yield ที่ระดับ 5.361% เป็นระดับที่ไม่เห็นมานานกว่า 20 ปี

ในระยะข้างหน้า หากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เริ่มลด เศรษฐกิจชะลอ และ Fed กลับมาลดดอกเบี้ย ก็มีโอกาสที่ Bond Yield ปรับลงได้ ซึ่งคนที่ถือบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาว ก็จะได้ประโยชน์ 2 ต่อ นั่นคือได้ดอกเบี้ยสูงกว่า 5% ระหว่างทางถือบอนด์ และได้ส่วนต่างกำไรจากราคาบอนด์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อ Yield ลดลง

แต่ในทางกลับกัน หาก Yield ขึ้นต่อไปถึง 6% ราคาบอนด์ก็ยังสามารถลดลงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น Bond Yield ที่สูงไม่ได้แปลว่าพันธบัตรที่ถือนั้นจะไม่มีความเสี่ยง

ยังมีข้อมูลรายงานว่า เดือนกันยายนที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยแห่ช้อนซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุดในรอบปี สะท้อนภาพว่าทุกคนพยายามล็อกดอกเบี้ย 5.25% ไปยาว 20 ปี

สถานการณ์โลกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราคาบอนด์ตกเท่านั้น แต่กำลังหมายถึงต้นทุนเงินกำลังแพงขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง และเป็นตัวแปรหนึ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตา เพราะการเคลื่อนย้ายของเงินทุนโลกย่อมส่งผลต่อค่าเงินบาทและตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap