CEO ไอแคร์ เมดิคัล ลุยน้ำท่วมระดับคอ กู้เซิร์ฟเวอร์บิล 100 ล้าน หลังเคหะร่มเกล้าจมวิกฤต

CEO ไอแคร์ เมดิคัล ลุยน้ำท่วมระดับคอ กู้เซิร์ฟเวอร์บิล 100 ล้าน หลังเคหะร่มเกล้าจมวิกฤต

น้ำท่วมชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชนหลายหมื่นคนและภาคธุรกิจท้องถิ่น เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็วจนถนนหลายสายกลายเป็นคลอง ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะ บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ทางการแพทย์รายใหญ่ ที่ต้องสูญเสียทั้งเครื่องจักร รถขนส่ง และเกือบสูญเสียข้อมูลลูกหนี้มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท

น้ำทะลักกลางดึก

ณัฐพงษ์ อร่ามรัศมีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทไม่ได้รับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าจากหน่วยงานท้องถิ่นเลย มีเพียงข้อมูลจากเพื่อนที่ส่งผ่านโซเชียลมีเดียว่าอาจมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24-27 กันยายน 2569 แต่เนื่องจากขณะนั้นสภาพอากาศแดดจัด จึงไม่ได้ให้ความสนใจ

จนกระทั่งคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ฝนได้ตกหนักสะสมและมวลน้ำเริ่มทะลักเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 23.00 น. แต่การประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการกลับเกิดขึ้นในเวลา 09.00 น. ของวันถัดมา

“ไม่มีแจ้งเตือนเลยจากหน่วยงานในท้องที่ เราก็นอนตามปกติ คืนนั้นฝนตกหนักตอนตีหนึ่งครึ่ง พอ 7 โมงเช้าลูกน้องโทรมาบอกว่าน้ำท่วมแล้ว ขับรถไปดู 9 โมงเช้า รถก็ข้ามเข้าไปไม่ได้แล้ว” ณัฐพงษ์ กล่าว

สำหรับซอยเคหะร่มเกล้า 33 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน มีลักษณะเป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อข้ามสะพานข้ามคลองเข้าสู่ตัวชุมชน ระดับน้ำบนถนนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับเอวจนถึงระดับคอ ส่งผลให้อาคารโรงงานถูกน้ำทะลักเข้าท่วมทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว

ภารกิจกู้เซิร์ฟเวอร์

ในขณะที่ระบบไฟฟ้าและประปาภายในโรงงานถูกตัดขาด และพนักงานต้องอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากระดับน้ำลึกเกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้ ณัฐพงษ์ได้ตัดสินใจลุยน้ำท่วมที่สูงถึงระดับคอเข้าไปยังอาคารสำนักงาน เพื่อถอดและอุ้มเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทขึ้นไปยังชั้น 4

“ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด ในเซิร์ฟเวอร์มีบัญชีลูกหนี้เกือบ 100 ล้านบาท บิลมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสนเป็นหมื่นๆ บิล เพื่อนเตือนว่าอย่าเข้าไป เดี๋ยวไฟดูดตาย แต่ผมคิดในใจว่า ถ้าเซิร์ฟเวอร์เป็นอะไรไป มันคือตายทั้งเป็น ลุยเข้าไปอุ้มถอดเซิร์ฟเวอร์ขึ้นชั้นสี่ แล้วก็ลุยน้ำกลับออกมาถึงได้รู้ว่าน้ำมันอยู่ที่คอแล้ว” ณัฐพงษ์ กล่าว

หากข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์เสียหาย บริษัทจะไม่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือติดตามหนี้จากคู่ค้าภาครัฐและเอกชนได้ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบปฏิบัติการหลังบ้านหยุดชะงักลงโดยสมบูรณ์

ความเสียหายมหาศาล

ผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทอย่างมหาศาล เครื่องจักรและวัตถุประนำเข้าที่อยู่บริเวณชั้น 1 ของโรงงานจมน้ำเสียหายทั้งหมด ขณะที่รถบรรทุกขนส่งสินค้าจำนวน 10 คัน ซึ่งบรรทุกเวชภัณฑ์เตรียมเดินทางไปส่งโรงพยาบาลต่างจังหวัดก็จมน้ำเสียหายทั้งหมด

แม้บริษัทจะพยายามสร้างบังเกอร์กั้นน้ำและสูบน้ำออกจากคลังสินค้าอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตรเพื่อปกป้องสินค้าส่วนที่เหลือ แต่ณัฐพงษ์ยอมรับว่าความเสียหายครั้งนี้หนักหนาสาหัสที่สุดครั้งหนึ่ง

ด้านการผลิต เครื่องจักรและวัตถุดิบชั้น 1 เสียหายทั้งหมดจนต้องทิ้งเนื่องจากวัตถุดิบสัมผัสน้ำ ด้านระบบขนส่ง รถปิกอัพและรถขนส่ง 10 คันจมน้ำพร้อมสินค้า และด้านโอกาสทางธุรกิจ บริษัทเสียโอกาสในการส่งมอบสินค้าแก่โรงพยาบาลตามกรอบเวลา และเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานลูกค้าให้แก่คู่แข่ง

แบกรับความเสี่ยงลำพัง

ในมิติการเยียวยา ณัฐพงษ์ระบุว่าไม่ได้คาดหวังกับมาตรการช่วยเหลือเงินชดเชยจากภาครัฐ เนื่องจากวงเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายจริง โดยหวังพึ่งเพียงกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่เคยทำไว้กับธนาคารว่าจะครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้

“ครั้งนี้หนักจริงๆ คนโดนหนักๆ อาจจะไม่เยอะเท่าปี 2554 แต่เรากลายเป็นส่วนน้อยที่โดนหนัก ค่าเสียโอกาสที่ไม่มีของส่ง ลูกค้าไปซื้อที่อื่น แล้วไม่กลับมา แค่นี้เราก็เละแล้ว” ณัฐพงษ์กล่าว

เมื่อถูกถามว่ามีสิ่งใดที่อยากฝากถึงภาครัฐหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัย ณัฐพงษ์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความอัดอั้นของคนทำธุรกิจที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังว่า “พี่ไม่เชื่อหรอกว่า ของแบบนี้มันป้องกันไม่ได้ หรือจัดการไม่ได้”

พร้อมฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า ผู้ประกอบการหลายคนที่เจอวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงในลักษณะนี้อาจไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกเลยและต้องปิดกิจการไปอย่างถาวร เพราะไม่มีใครมีเงินถุงเงินถังสำรองไว้ขาดทุน ทุกคนต่างกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนกันทั้งสิ้น

“ในวันที่โรงงานต้องหยุดการผลิต และไม่สามารถสร้างรายได้แม้แต่บาทเดียว แต่ภาระทางการเงินกลับไม่เคยหยุดตามน้ำท่วม เมื่อเปิดโรงงานไม่ได้เดือนหนึ่ง ดอกเบี้ยก็ยังเดิน รายได้ก็ไม่มี จะไม่เจ๊งเหรอ” ณัฐพงษ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ณัฐพงษ์ชี้ว่านั่นไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริง แต่เป็นการซ้ำเติมด้วยภาระหนี้ก้อนใหม่ เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ระดับอุทกภัย ลำพังศักยภาพของเอกชนรายย่อยจึงไม่สามารถก้าวผ่านไปได้โดยลำพัง

“ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปประเทศไทยจะเหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ (L) ส่วน S กับ M จะตายกันหมด” ณัฐพงษ์ กล่าว

นอกจากนี้ กติกาของธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยยังซ้ำเติมรายย่อย โดยประเมินอัตราดอกเบี้ยตามความแน่นอนของรายได้ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานทุนหนาแน่นจึงได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า บีบให้ความสามารถในการแข่งขันของ SME ลดลงจนแทบยืนอยู่ไม่ได้ในตลาด

ตั้งหลักใหม่

ปัจจุบัน (28 กันยายน) สถานการณ์น้ำท่วมในชุมชนเคหะร่มเกล้าและพื้นที่โดยรอบ มีประชาชนติดค้างและได้รับความเดือดร้อนหลายหมื่นคน ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และยาสามัญ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพ ได้สนับสนุนรถ GMC รถ FTS และเรือท้องแบน ร่วมกับมูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่เพื่อช่วยอพยพผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง

สำหรับแผนการฟื้นฟูธุรกิจของ บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด ซึ่งมีรายได้ต่อปีกว่า 200 ล้านบาท และจัดส่งเวชภัณฑ์ให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศราว 1,000 แห่ง ยังคงต้องรอการประเมินความเสียหายที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องจักรการผลิตที่เสียหายทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในระยะต่อไป หากการฟื้นฟูต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap