FETCO เผยนักลงทุนสหรัฐฯ กลับมาสนใจหุ้นไทย ดัชนี SET พุ่ง 27% ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 4.7 ห…

FETCO เผยนักลงทุนสหรัฐฯ กลับมาสนใจหุ้นไทย ดัชนี SET พุ่ง 27% ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 4.7 ห…

คณะโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้น 27% ยืนเหนือระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติมูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 ปี

แรงซื้อต่างชาติกลับมา

ข้อมูลจาก FETCO ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายสุทธิต่อเนื่องหลายปี โดยปี 2566 ขายสุทธิ 1.92 แสนล้านบาท ปี 2567 ขายสุทธิ 1.47 แสนล้านบาท และปี 2568 ขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท การพลิกกลับมาเป็นซื้อสุทธิในปีนี้จึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่นักวิเคราะห์จับตา

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่าการเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ปกติการนัดหมายนักลงทุนในสหรัฐฯ หรือที่นิวยอร์กจะทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ขณะที่กองทุนสหรัฐฯ มักเน้นลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่

“ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก มีการจัดทั้งหมด 2 เซสชัน มีกองทุนเข้าร่วมพบเกือบ 40 กองทุน บริหารเงินรวมกันเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีทั้งกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง บรรยากาศถือว่าคึกคักอย่างมาก” ไพบูลย์กล่าว

สามประเด็นหลักที่นำเสนอ

ในการพบนักลงทุนครั้งนี้ ทีมโรดโชว์นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Economic Engine) โดยชี้ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการผลักดันเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เก่ามานานจนการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี

“เรานำเสนอไปว่าระดับ 2% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และรัฐบาลพยายามผลักดันให้ GDP กลับไปเติบโตระดับ 3%-4% ผ่านการเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Semiconductor และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” ไพบูลย์ระบุ

ประเด็นที่สองคือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว ไทยได้เปรียบเพราะวางตัวเป็นกลาง เมื่อนักลงทุนถามถึงการสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทีมได้ชี้แจงว่าไทยพยายามอยู่ตรงกลางและพร้อมเป็นพันธมิตรกับทั้งสองฝ่าย ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น

ประเด็นที่สามคือเสถียรภาพภายในประเทศ โดยชี้ว่าไทยมีความพร้อมสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง ธนาคารมีความมั่นคง ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนหลายประเทศ จึงคาดหวังการเติบโตของ GDP ที่สูงขึ้นในอนาคตได้

น้ำท่วมไม่กระทบภาพระยะยาว

ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ ล่าสุด ไพบูลย์ระบุว่ากองทุนต่างประเทศมักมองภาพระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้สนใจภาวะระยะสั้น และในการพูดคุยนักลงทุนไม่ได้ถามเรื่องน้ำท่วมเลย

“สิ่งสำคัญคือความสนใจของกองทุนสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาความสนใจลดลงไปมากเพราะขาดความมั่นใจ” ไพบูลย์กล่าว

อีกประเด็นสำคัญคือความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ทั้งการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งพร้อมกัน (Dual Listing) แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโอกาสให้บริษัทกลุ่ม New Economy จดทะเบียนได้ทั้งสองตลาด รวมถึงการนำ ETF ไทยไปจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจในหุ้นไทย

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่าการโรดโชว์ครั้งนี้มีโอกาสพบนักลงทุนสองกลุ่มหลัก คือนักลงทุนสถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google และ Pimco

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่ากลุ่มนักลงทุนที่นิวยอร์กถือเป็น Global Investor ที่กระจายลงทุนทั่วโลก และครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของหลายองค์กร เช่น ซีอีโอของ Pimco

“ครั้งนี้นักลงทุนสถาบันค่อนข้างให้ความสนใจหุ้นไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นไทย หรือมูลค่าของหุ้นไทยในปัจจุบันว่าถูกหรือแพง ดร.พิพัฒน์ชี้แจงว่าไม่ได้มีการพูดหรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนประเด็นคำถามหลักครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การจัดการกับกำแพงภาษี นโยบายรองรับราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง รวมทั้งนโยบายของไทยท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

ขณะที่ฝั่ง corporate ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งกำลังติดตามกฎเกณฑ์ภาครัฐเกี่ยวกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังจากที่รัฐบาลชะลอการอนุมัติการลงทุนชั่วคราว

แนวโน้มตลาดปีหน้า

ไพบูลย์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปัจจัยหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยครึ่งปีแรกกำไรเติบโตประมาณ 22% สอดคล้องกับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% การขึ้นของดัชนีเกิดจากกำไรที่ดีขึ้น โดยที่ค่า P/E ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น

FETCO ยังเสนอว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอัตราการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP ทำให้เกิดส่วนต่างประมาณ 5% ไทยจึงต้องเร่งการออมผ่านตลาดทุนเพื่อจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการออมจะช่วยลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเสนอให้รัฐบาลเน้นย้ำโครงการกองทุนออมระยะยาวอย่าง TISA ให้มีวงเงินสูงพอเพื่อกระตุ้นการออมในประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทย การกลับมาของกระแสเงินทุนต่างชาติอาจเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุนในประเทศ แต่ยังต้องจับตาความต่อเนื่องของกำไรบริษัทจดทะเบียนและนโยบายกระตุ้นการออมของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าความสนใจของนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ จะแปลงเป็นการลงทุนจริงในระยะยาวได้หรือไม่

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap