
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
สงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังพลิกทิศทางการค้าโลก ยุทธศาสตร์ China Plus One ที่ภาคธุรกิจใช้กระจายฐานการผลิตออกจากจีนกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เมื่อการย้ายฐานผลิตเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันได้ว่าจะพ้นจากมาตรการภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นหารือบนเวที Trade Diversification in Turbulent Times: Implications for Economic Stability and Growth ในการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)
เวทีเสวนาดังกล่าวมีผู้ร่วมเสวนาจากองค์กรเศรษฐกิจและสถาบันระหว่างประเทศ ได้แก่ Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์องค์การการค้าโลก (WTO), Muhammad Al Jasser ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB), Odile Renaud-Basso ประธานธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและพัฒนา (EBRD) และ Heiwai Tang รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระดับโลกและผู้อำนวยการ Asia Global Institute มหาวิทยาลัยฮ่องกง โดยมี Masood Ahmed ประธานกิตติคุณ Center for Global Development ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
ความเสี่ยงซ่อนในห่วงโซ่อุปทาน
Masood Ahmed ตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตการกระจายความหลากหลายทางการค้ามักหมายถึงการลดการพึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ประเภท แต่ปัจจุบันโจทย์นี้สำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าหลัก
รายงาน Regional Economic Outlook ของ IMF สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ระบุว่า โดยเฉลี่ยเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าวมีการกระจายความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาโดยรวม โดยเฉพาะในด้านห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลชี้ว่าการค้าของประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ราว 70% อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งผ่านจุดคอขวดทางการค้า (Chokepoints) ขณะที่การค้าของประเทศในเอเชียกลางและคอเคซัส (CCA) ราว 50% ต้องผ่านจุดคอขวดทางการค้าทางทะเลเช่นกัน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การกระจายความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มประเภทสินค้าหรือขยายตลาดส่งออกเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงเส้นทางขนส่ง เพื่อให้การค้าและห่วงโซ่อุปทานยังดำเนินต่อไปได้แม้เส้นทางหลักจะหยุดชะงักจากวิกฤต
AI หนุนการค้าแต่กระจุกตัว
Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ WTO กล่าวว่า องค์การการค้าโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการค้าสินค้าในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันปรับลดคาดการณ์การค้าบริการ โดยทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่แตกต่างกัน
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าสินค้ามาจากการลงทุนในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-enabling goods) ซึ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยมูลค่าการลงทุนในสินค้ากลุ่มนี้เติบโตถึง 67% ก่อนหน้านี้ WTO คาดว่าการลงทุนในสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI จะชะลอลงจากปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการลงทุนอยู่ในระดับสูงแล้ว แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกลับแสดงให้เห็นว่าการลงทุนเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้
ปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนในสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI มีความเชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉลี่ยเงินลงทุนทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐใน AI มีสัดส่วนประมาณ 70% ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ สูงกว่าการลงทุนในประเภทอื่นอย่างชัดเจน จึงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของการค้าสินค้าโลก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง โดย 10 ประเทศที่มีการค้าสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI มากที่สุด มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 85% ของการค้าโลกในสินค้ากลุ่มนี้ สถานการณ์นี้สะท้อนว่าแม้ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนการค้าโลกระลอกใหม่ แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศจำนวนจำกัด การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการกระจายโอกาสทางการค้าและการลงทุน
ตะวันออกกลางฉุดบริการ
ในทางกลับกัน WTO ปรับลดคาดการณ์การค้าบริการในปี 2569 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการขนส่ง เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นศูนย์กลางสำคัญของกิจกรรมทั้งสองด้าน ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศในภูมิภาค แต่ยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้แนวโน้มการเติบโตของการค้าบริการต่ำกว่าที่ WTO คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ผลกระทบจากความขัดแย้งจะปรากฏชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ยังสะท้อนความสามารถของระบบการค้าโลกในการรองรับแรงกระแทก โดยแม้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะลดลง 24% แต่การส่งออกน้ำมันทั่วโลกกลับลดลงเพียง 6% ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอื่นเข้ามาช่วยชดเชยอุปทานที่หายไป เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล มาเลเซีย และนอร์เวย์ ทำให้ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกไม่รุนแรงเท่ากับสถานการณ์ที่ไม่มีแหล่งผลิตอื่นเข้ามาทดแทน
ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า การเปิดกว้างทางการค้าและการมีแหล่งอุปทานจากหลายภูมิภาคช่วยให้เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ได้ ความยืดหยุ่น (Resilience) จึงไม่ได้หมายถึงการมีผู้จัดหาสินค้าที่เชื่อถือได้เพียงรายเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้ผู้จัดหารายอื่นได้เมื่อแหล่งอุปทานเดิมหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ยึดกฎเกณฑ์ร่วมกันยังมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการคาดการณ์ โดยเฉพาะระบบภาษีศุลกากรตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation: MFN) ซึ่งประเทศสมาชิก WTO เจรจาตกลงและมีพันธกรณีทางกฎหมายร่วมกัน
สำหรับอาเซียน โอกาสจากการย้ายฐานผลิตจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภูมิภาคต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมการกระจายตลาดส่งออก แหล่งนำเข้า และเส้นทางขนส่ง ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจผ่านการกระจายความเสี่ยงทางการค้าทั้งในมิติของสินค้า ตลาด และเส้นทางขนส่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความปั่นป่วนจากจุดใดจุดหนึ่งลุกลามเป็นวิกฤตในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ค้นหาแหล่งเติบโตใหม่ในระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี