
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมและผู้บริหารระดับสูงกว่า 10,000 คน นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของประเทศในการรองรับงานระดับโลก และเป็นโอกาสในการต่อยอดบทบาททางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ดร. สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานคณะทำงาน Innovation Ecosystem และอนุกรรมการการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาเทคโนโลยี ภายใต้ กรอ. ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการ IMF และ World Bank Group ถึงมุมมองว่าไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไรตั้งแต่อุตสาหกรรม แรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงพลังงานสะอาด เพื่อคว้าโอกาสและรับมือความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น
ไมซ์-การเงินดิจิทัล โอกาสใหม่
ดร. สุทธาภา ฉายภาพว่าประเทศไทยมีศักยภาพรองรับการจัดงานระดับโลก และสามารถต่อยอดบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อีกหลายด้าน เริ่มตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมไมซ์ ไปจนถึงการเงินดิจิทัล การเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank ครั้งนี้ นอกจากจะยกระดับภาพลักษณ์ของไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจโดยตรง
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังยังร่วมมือกับ IMF จัดทำกรอบแนวทางด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรมดิจิทัล โดยมีเป้าหมายให้แนวทางดังกล่าวใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในระดับสากลได้ การดำเนินงานนี้จะเป็นอีกช่องทางที่ไทยจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการเงินดิจิทัลบนเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ องค์กรการเงินระหว่างประเทศและหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจกับภูมิภาคนี้มากขึ้น พร้อมทั้งปรับมุมมองและประมาณการเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคได้มากขึ้น
จีนขยายอิทธิพลการค้า
ดร. สุทธาภา ยังแสดงมุมมองต่อเวทีเสวนาของ Atlantic Council ที่กล่าวถึงเป้าหมาย 15 ปีของจีนในช่วงปี 2020–2035 ซึ่งมุ่งเพิ่ม GDP ขึ้นเป็น 2 เท่า ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
การขยายบทบาททางเศรษฐกิจของจีนส่งผลต่ออาเซียนและไทยอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตรุนแรงขึ้น การเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงินและระบบส่งผ่านทางการเงิน และการขยายฐานการผลิตและการค้าเข้ามาในเอเชีย ซึ่งอาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนมากขึ้น
ในประเด็นการรับมือกับสินค้าจีน ดร. สุทธาภามองว่า ไทยไม่ควรมุ่งใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ควรบังคับใช้มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน หากการบริโภคภายในจีนฟื้นตัวจากแรงหนุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ จีนก็อาจนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ไทยจึงควรเตรียมพร้อมด้านการแข่งขันเพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกไปบุกตลาดจีน
นอกจากทิศทางการค้า การเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่งก็เป็นอีกปัจจัยที่ไทยต้องติดตาม กรณีจีนเปิดคลองผิงลู่ เพื่อเชื่อมพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเลกับอ่าวใกล้เวียดนาม โดยระยะแรกเส้นทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างน้อย 10% และอาจเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่อาเซียนได้สะดวกขึ้น แต่ในระยะต่อไป ไทยควรมองเป็นช่องทางในการส่งสินค้าไทยเข้าสู่มณฑลตอนในของจีนด้วย
EV จีน-สมดุลมหาอำนาจ
การลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในไทยถือเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการผลิตรถยนต์สันดาปภายในไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันกับทิศทางตลาด โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนมาพร้อมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผู้ผลิตไทยและ SMEs ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของจีนได้ ไม่ใช่แค่รับจ้างประกอบสินค้า
ดร. สุทธาภา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไทยและอาเซียนมีความเชื่อมโยงกับจีนมานาน โดยเฉพาะในด้านห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญต่อภูมิภาคทั้งในด้านความมั่นคง การลงทุน และการเป็นตลาดส่งออกหลัก การรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายจึงเป็นความท้าทายมาก โดยเฉพาะเมื่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดร. สุทธาภาเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การเดินบนเชือกที่ไม่เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้ตก แต่เชือกยังแกว่งไปมาตลอดเวลา” สะท้อนว่าไทยต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ พร้อมรักษาสมดุลทั้งด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงไปพร้อมกัน
AI แข่งเดือด ต้องเร่งฐานราก
การแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยี Generative AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่การกำกับดูแลเทคโนโลยียังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ไทยจึงต้องเตรียมรับทั้งโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ยิ่งการใช้งาน AI ต้องอาศัยไฟฟ้า พลังงาน และน้ำในปริมาณสูง ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะและพลังงานสะอาดให้พร้อมรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี
ผลกระทบต่อแรงงานและการจ้างงานก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก AI อาจเข้ามาทดแทนแรงงานได้อย่างรวดเร็ว ภาครัฐและเอกชนจึงควรร่วมกันวางนโยบายและมาตรการรองรับ เพื่อให้แรงงานปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้
“สุดท้ายแล้ว การส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัลไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสอนให้ผู้คนในประเทศใช้ AI หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการปกป้องตนเอง มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิทางดิจิทัล และความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้คนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย” ดร. สุทธาภา ย้ำ
สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการผลิตและแรงงานในประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ EV การส่งออกที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีน และตลาดแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้มากขึ้น การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด ตลอดจนการยกระดับทักษะแรงงาน จึงเป็นโจทย์ที่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเร่งดำเนินการก่อนจะตกขบวนบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่กำลังแกว่งตัวจากอิทธิพลของจีน สหรัฐฯ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี