
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
บริษัท Infineon Technologies AG ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเยอรมนี เตรียมเปิดฐานการผลิต Power Module แห่งใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 4.8 หมื่นล้านบาท โดยโรงงานแห่งนี้จะขึ้นเป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงานแห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากเยอรมนีและจีน รองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมตั้งเป้าจ้างงานคนไทยกว่า 5,000 คน
โรงงานใหม่ตั้งอยู่ในโครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ บนถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 32 จังหวัดสมุทรปราการ เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัทวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง
Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Infineon Technologies AG เปิดเผยในการสัมภาษณ์พิเศษว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระจายเครือข่ายการผลิตทั่วโลก เพื่อไม่ให้บริษัทพึ่งพาฐานการผลิตแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป
“เราไม่ต้องการสร้างทุกอย่างไว้ในที่เดียวของโลก” Gorski อธิบาย โดยระบุว่า Infineon ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันสามารถผลิตได้จากมากกว่าหนึ่งฐานการผลิต เช่น การมีฐานการผลิตทั้งในมาเลเซียและประเทศไทย หากเกิดปัญหาที่โรงงานในมาเลเซีย บริษัทก็ยังสามารถใช้โรงงานในไทยผลิตและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อถูกถามว่าทำไมประเทศไทยจึงได้รับเลือกเหนือคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม Gorski ชี้ว่าปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่กำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแรง รวมถึงบุคลากร สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ทำให้ Infineon สามารถต่อยอดจากฐานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
แรงหนุนจากเมกะเทรนด์โลก
อีกปัจจัยที่ทำให้ไทยน่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะการเติบโตของ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนต้องการเทคโนโลยีจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงานจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ไปจนถึงเครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบ AI
Gorski ระบุว่า ทำเลของไทยสามารถเชื่อมโยงตลาดสำคัญในเอเชียทั้งจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่รองรับการเชื่อมต่อในภูมิภาค และบริษัทยังให้ความสำคัญกับจุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่สามารถทำธุรกิจกับประเทศต่างๆ ได้หลากหลาย
“ด้วยจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การมีฐานผลิตในหลายประเทศช่วยกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน สินค้าจากไทยจะรองรับตลาดทั่วโลก ไม่ได้จำกัดเฉพาะไทยหรือเอเชีย” Gorski กล่าว
จากนนทบุรีสู่นิคมอารยะ
Infineon ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีฐานการผลิตในจังหวัดนนทบุรีมาตั้งแต่ปี 2532 ก่อนปรับโครงสร้างและก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในสมุทรปราการ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของบริษัท เริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายครบทั้ง 5 เฟส จะถือเป็นฐานการผลิตขั้นประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Infineon ด้วยพื้นที่คลีนรูมรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า
การเปิดโรงงานครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรกซึ่งมีพื้นที่คลีนรูมขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทยเป็นแห่งแรก ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 350 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 1,000 คน เมื่ออาคารผลิตแห่งแรกเดินเครื่องเต็มกำลัง
ด้านความยั่งยืน Module A ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียว 100% พร้อมระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และระบบเก็บน้ำฝน โดย Infineon ตั้งเป้าการรีไซเคิลน้ำ 25% และตลอดสายการผลิต บริษัทจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว
ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ฉายภาพว่า การเข้ามาของ Infineon ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ประเทศไทยไม่มีฐานอุตสาหกรรม แต่เป็นการต่อยอดจาก Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง Infineon เองก็มองไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายความเสี่ยง
“ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุน และประเทศไทยซึ่งวางตัวเป็นกลาง กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตั้งฐานการผลิตที่ปลอดภัยและมั่นคง” นฤตม์ระบุ
หากมองผ่านห่วงโซ่คุณค่า ไทยมีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติอยู่ในหลายส่วนแล้ว ตั้งแต่การออกแบบวงจร การผลิตเวเฟอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึง Photonics และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจาก Infineon ยังมี Analog Devices (ADI) บริษัทเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานดำเนินงานในจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมการทดสอบวงจรรวมและเวเฟอร์ รวมถึงการออกแบบวงจร ขณะที่ FTG/Foxsemicon มีฐานการผลิตในไทยและอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านอุปกรณ์
การลงทุนของ Infineon ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตในภูมิภาค แต่เป็นการวางรากฐานให้ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าชิปโลกอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการชิปควบคุมพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ยังเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
— Sony Music ยื่นคำขอให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งลบเพลง AI ที่เลียนแบบเสียงศิลปินในสังกัดกว่า 260,000 เพลงภายในเดือนกันยายนนี้ หลังเคยขอลบไปแล้ว 135,000 เพลงเมื่อปลายมีน
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี