
- ข่าว
- กองบรรณาธิการ
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เปิดตัวสองโครงการริเริ่มระดับโลก ได้แก่ 'Investment Accelerator' และ 'Jobs for Prosperity Facility' ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาดึงดูดการลงทุน สร้างงานที่มีคุณภาพและค่าตอบแทนสูงขึ้น ท่ามกลางความท้าทายที่คาดว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลก ขณะที่จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นเพียง 400 ล้านตำแหน่ง
ความเสี่ยงที่บั่นทอนการลงทุน
นอกเหนือจากการระดมเงินทุน การบริหารจัดการความเสี่ยงยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและช่วยให้ธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเอเชียสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเพียง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย ส่งผลให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และครัวเรือนต้องแบกรับความสูญเสียส่วนที่เหลือถึงร้อยละ 92
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของประกันภัยและการเงินเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งไม่เพียงคุ้มครองความเสียหาย แต่ยังช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวจากวิกฤต ปกป้องฐานะการคลังภาครัฐ และลดความเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของเวทีหารือระดับสูงระหว่างการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ประจำปี 2569 โดยสำนักงานผู้อำนวยการบริหารฝ่ายอิตาลีประจำกลุ่มธนาคารโลก และบริษัท Generali ร่วมเป็นเจ้าภาพ
สองกลไกเชื่อมการลงทุนสู่งาน
สองโครงการริเริ่มใหม่ของ UNDP มุ่งเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจ แหล่งเงินทุน การพัฒนาธุรกิจ และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้การลงทุนสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและโอกาสการจ้างงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
'Investment Accelerator' จะช่วยประเทศต่างๆ ดึงดูดการลงทุนและนำเงินลงทุนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยสนับสนุนรัฐบาลในการปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน พัฒนาโครงการและชุดโครงการที่มีความพร้อมรับการลงทุน สร้างการมีส่วนร่วมกับนักลงทุน และผลักดันโครงการจากขั้นเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินงานจริง
ขณะที่ 'Jobs for Prosperity Facility' จะมุ่งเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน โดยช่วยประเทศต่างๆ ระบุภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง ลดอุปสรรคต่อการลงทุนและการจ้างงานของภาคธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาชุดโครงการลงทุนรายสาขาที่สร้างงานเพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับคุณภาพงานและค่าตอบแทน
ทั้งสองโครงการต่อยอดจากประสบการณ์ของ UNDP ด้านการเงินเพื่อการพัฒนา โดยปัจจุบัน UNDP สนับสนุนกว่า 100 ประเทศในการเสริมสร้างกรอบการเงินระดับประเทศและขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน อีกทั้งระบุโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มากกว่า 700 ด้าน ในกว่า 50 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2565 การดำเนินงานที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ยังช่วยปรับทิศทางหรือระดมเงินทุนจากภาครัฐและเอกชนให้สอดคล้องกับ SDGs รวมมูลค่ากว่า 920,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้นำไทยชี้หัวใจคือประชาชน
อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP กล่าวว่า “ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาล และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างงาน บทบาทของเราคือการสนับสนุนเป้าหมายเหล่านั้น และช่วยเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน”
“โครงการริเริ่มด้านการลงทุนและการจ้างงานใหม่ของเราจะช่วยเชื่อมโยงลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเข้ากับแหล่งเงินทุนและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธนาคารเพื่อการพัฒนา และนักลงทุนภาคเอกชน เราจะสามารถช่วยเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้น การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและมีค่าตอบแทนที่ดีขึ้น ตลอดจนรายได้ที่สูงขึ้นสำหรับประชาชน” เดอ ครู กล่าว
เวทีหารือดังกล่าวมีผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ประกอบด้วย อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP อันเดรีย ซิโรนี ประธาน Generali และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทย หลังถ้อยแถลงเปิดงานโดย อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังของประเทศไทย เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยพิบัติ แต่ยังรวมถึงความผันผวนของราคาพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการสร้างรายได้
“ประการแรก ความสามารถในการรับมือ-ฟื้นตัวกับวิกฤตต้องเข้าถึงทุกคน โดยเฉพาะประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด ประการที่สอง ความสามารถในการรับมือ-ฟื้นตัวต้องถูกมองว่าเป็นความหวังและความมั่นคงให้ผู้คน เพราะการใช้ทรัพยากรหลังจากวิกฤตเกิดแล้ว จะทำให้เราเหลือทรัพยากรในการตั้งรับกับวิกฤตครั้งต่อไปน้อยลง และประการที่สาม ความสามารถในการรับมือต้องสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และทักษะแรงงาน เพื่อให้เราสามารถรักษาเสถียรภาพในวันนี้ พร้อมกับสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า” ดร.สันติธาร กล่าว
พร้อมเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนคือประชาชน การสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทางออก จะช่วยให้วิกฤตไม่กลายเป็นสิ่งที่พรากอนาคตของผู้คน แต่เป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
การเปิดตัวสองโครงการของ UNDP ครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงจากภัยพิบัติกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในภูมิภาค โดยนับตั้งแต่ปี 2565 UNDP และ Generali ได้ร่วมมือกันเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยงให้กับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
— พลเมืองดีเห็นรถกระบะจอดนานผิดสังเกตที่ลานจอดรถตลาดมะพร้าว ต.กมลา จ.ภูเก็ต จึงแจ้งตำรวจ ก่อนพบ จ.ส.ต.วัย 37 ปี นั่งเสียชีวิตในรถของตัวเอง พร้อมพบเตาอั้งโล่ในรถ เ
— ธารน้ำแข็งทริกลาฟในสโลวีเนีย ซึ่งเคยครอบคลุมพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร กำลังจะละลายหายไปหมดภายในไม่กี่วัน หลังนักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามมานานเกือบ 80 ปี