
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
หัวเว่ยเปิดตัว Huawei Watch GT7 Series สมาร์ตวอตช์รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมการอัปเกรดเซนเซอร์ออปติคัล TruSense 6.0 แบตเตอรี่อึดขึ้น และการผลักดันอุปกรณ์สวมใส่สู่การวิจัยทางคลินิกร่วมกับสถาบันการแพทย์ในประเทศไทย เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยมีสองรุ่นหลักคือ GT7 Pro และ GT7 กำหนดเผยราคาในวันที่ 24 กันยายนนี้
ดีไซน์และสเปกที่แตกต่าง
Huawei Watch GT7 Series มาพร้อมสายรัดข้อมือแบบ Easy Cross Strap ที่ช่วยลดการเคลื่อนตัวของตัวเรือนขณะออกกำลังกาย ทำให้เซนเซอร์แนบสนิทกับผิวหนังและตรวจวัดสัญญาณได้เสถียรขึ้น ตัวเรือนได้รับการรับรองมาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่นระดับ IP69 รองรับการเชื่อมต่อกับ Android และ iOS รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์สแกนจ่ายเงินผ่าน QR Code ของร้าน 7-Eleven ได้ในขั้นตอนเดียว
สำหรับ GT7 Pro ใช้วัสดุตัวเรือนไทเทเนียมอัลลอยด์ระดับอากาศยานและกระจกแซฟไฟร์ แบตเตอรี่สูงสุด 21 วัน มีให้เลือกสีเหลือง เขียว และดำ ขณะที่ GT7 รุ่นมาตรฐานใช้วัสดุสแตนเลสสตีล กระจกมาตรฐานความทนทานสูง แบตเตอรี่สูงสุด 21 วัน มีสีน้ำเงิน เหลือง และดำ ส่วน GT7 ขนาด 41 มม. ใช้วัสดุสแตนเลสสตีล แบตเตอรี่สูงสุด 16 วัน มีสีขาว น้ำเงิน เขียว และเทา
เซนเซอร์ TruSense 6.0 วัดค่า 5 ด้าน
Huawei Watch GT7 Series ติดตั้งระบบเซนเซอร์ TruSense 6.0 ที่ปรับปรุง Optical Path แบบกระจายพื้นที่และระยะห่างหลายจุด พร้อมกระจก Ultra-Opaque Glass เพื่อลดสัญญาณรบกวน โดยครอบคลุมการวัดค่า 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ออกซิเจนในเลือด (SpO2) อัตราการเต้นของหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่วัดผ่านการแตะปุ่มสัมผัส 30 วินาที ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) และอัตราการหายใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาประมวลผลร่วมกับสถิติการนอนหลับและความเครียด เพื่อคำนวณเป็นคะแนนความพร้อมของร่างกาย (Physical Readiness Score) ในแต่ละวัน
โหมดออกกำลังกายหลากหลาย
ในรุ่น GT7 Pro ระบบระบุตำแหน่งใช้การผสาน AI XR Positioning และ Sun Power Positioning เพื่อรักษาความต่อเนื่องของสัญญาณในพื้นที่อับสัญญาณ รองรับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 110 รูปแบบ และโปรแกรมออกกำลังกายสั้น 30 รูปแบบ โดยมีฟังก์ชันเฉพาะทาง เช่น โหมดวิ่งเทรลและปั่นจักรยานที่แสดงแผนที่ภูมิประเทศความละเอียดสูง ข้อมูลระดับความสูงชันแบบเรียลไทม์ และระบบแจ้งเตือนทางโค้งหักศอกล่วงหน้า โหมดกอล์ฟมีแผนที่สนามในไทยและต่างประเทศพร้อมระบบวิเคราะห์ความลาดชันของกรีนแบบ 360 องศา และโหมดสกีและแร็กเก็ตที่ตรวจจับการเลี้ยว คำนวณแรง G-force รวมถึงตรวจจับรูปแบบการตีโฟร์แฮนด์ แบคแฮนด์ และจำนวนแรลลีสูงสุด ทั้งนี้ โหมดเทรลและกอล์ฟมีเฉพาะใน GT7 Pro เท่านั้น
วิจัยคัดกรองโรคหัวใจ
นายแพทย์อนุวัตร์ รินทรวิฑูรย์ จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ระบุถึงข้อจำกัดของกระบวนการตรวจคัดกรองโรคหัวใจในปัจจุบัน เช่น การเดินสายพาน (Exercise Stress Test) ที่มีความไวและความจำเพาะเฉลี่ยเพียง 60-70% ขณะที่การสวนหัวใจ (CAG) แม้เป็นมาตรฐานหลักแต่เป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
ทางโรงพยาบาลจึงร่วมมือกับหัวเว่ยในโครงการ Prospective Study ระยะเวลา 3 ปี กับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ต้องสวนหัวใจมากกว่า 100 ราย โดยให้ผู้ป่วยสวมสมาร์ตวอตช์เพื่อเก็บข้อมูล PPG คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และชีพจรต่อเนื่อง 3–4 วัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบความแม่นยำกับผลการสวนหัวใจจริง มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอัลกอริทึม AI ให้สามารถตรวจจับความเสี่ยงการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ศึกษาความเสี่ยงเบาหวาน
แพทย์หญิงวรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ จาก VitalLife กล่าวถึงสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยที่มีผู้ป่วยไม่ทราบสถานะของตนเองราว 33.3% – 46% เนื่องจากข้อจำกัดของการตรวจเลือดที่ต้องงดอาหารล่วงหน้า ทำให้ขาดการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
โครงการวิจัยร่วมระหว่าง VitalLife และหัวเว่ย ได้นำแอปพลิเคชันวิจัยมาใช้บันทึกสัญญาณชีพ พฤติกรรมเนือยนิ่ง และคุณภาพการนอนหลับของผู้ใช้งานต่อเนื่อง 3–14 วัน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลชีวมิติกับผลตรวจระดับน้ำตาลในห้องปฏิบัติการ (Fasting Blood Glucose, HbA1C และ HOMA-IR) เพื่อสร้างแบบจำลองการจำแนกความเสี่ยง (Low, Moderate, High Risk) สำหรับแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานเข้ารับการวินิจฉัยทางการแพทย์ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน
การขยับตัวของอุปกรณ์สวมใส่จากระดับฟิตเนสแทร็กเกอร์ไปสู่เครื่องมือรวบรวมข้อมูลทางระบาดวิทยาและคลินิก สะท้อนถึงทิศทางการแพทย์เชิงป้องกันที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณสุข อย่างไรก็ดี อัลกอริทึม AI เหล่านี้ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยโรคขั้นสุดท้ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และจำเป็นต้องรอการประเมินความแม่นยำทางสถิติเมื่อการวิจัยทางคลินิกในประชากรไทยเสร็จสิ้นลง
— ไมโครซอฟท์เปิดตัวชิปเร่ง AI Maia 300 รุ่นที่สาม ผลิตโทเคนเพิ่ม 7 เท่าเมื่อนับทั้งแร็ค ประหยัดพลังงานขึ้น 2.5 เท่าต่อวัตต์ เตรียมใช้งานจริงปี 2027