AI ราคาที่ต้องจ่าย เมื่ออยากไปให้ไกลกว่าเดิม โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องหาคำตอบ

AI ราคาที่ต้องจ่าย เมื่ออยากไปให้ไกลกว่าเดิม โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องหาคำตอบ

บทนำ

กระแสการเปลี่ยนแปลงของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังส่งผลต่อวิถีชีวิตและการทำงานของคนทั่วโลกอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการเข้ามาแทนที่บางอาชีพ และในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดขององค์ความรู้เดิมไปสู่สิ่งที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ขณะที่คนไทยจำนวนมากกำลังปรับตัวรับเทคโนโลยีนี้ ทั้งภาค SMEs ที่ใช้ AI ช่วยคิดคอนเซปต์ร้าน ครูที่นำมาใช้ออกแบบบทเรียน ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม แต่ยังมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า หากต้องการ AI ที่ฉลาดกว่าและคิดได้เร็วกว่า ผู้ใช้จำเป็นต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น

ทางเลือกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

แม้ AI เวอร์ชันฟรีจะช่วยอำนวยความสะดวกได้ในระดับหนึ่ง แต่หากต้องการผลงานที่คม ลึก และรวดเร็ว เพื่อสร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึง AI ที่เก่งกว่า เร็วกว่า และทำได้มากกว่าจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เปรียบเสมือนการแข่งขันที่คนอื่นวิ่งด้วยแรงที่ยังเหลือเฟือ ขณะที่เราต้องเดินเพราะข้อจำกัดด้านต้นทุน ซึ่งอาจทำให้ไปถึงเส้นชัยช้ากว่าหรืออาจไปไม่ถึงเลย

ทุนมนุษย์และผลตอบแทน

ริชาร์ด บอลด์วิน (Richard E. Baldwin) ศาสตราจารย์และนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกได้สะท้อนภาพความแตกต่างนี้ไว้ว่า "AI จะไม่มาแทนที่มนุษย์ แต่คนที่ใช้ AI จะมาแทนที่คนที่ไม่ได้ใช้" คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างผู้ที่ใช้และไม่ใช้ AI รวมถึงความแตกต่างของความพร้อมด้านเครื่องมือและโอกาสของแต่ละคน

หากมองผ่านทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ AI ที่ฉลาดขึ้นไม่ถือเป็นค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่หลายคนยอมรับว่าคุ้มค่า เช่นเดียวกับการจ้างผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยเคลียร์งานซ้ำ ๆ ให้เสร็จภายในไม่กี่นาที ในทางธุรกิจมีคำกล่าวว่าเวลาคือต้นทุนที่แพงที่สุด และมีการศึกษาจาก Forrester ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาระดับโลกที่พบว่า AI Chatbot ช่วยลดเวลาการทำงานได้เกือบ 1 ใน 3 ขณะที่ผลสำรวจอีกชิ้นพบว่า AI ช่วยลดเวลางานซ้ำซากในออฟฟิศได้อย่างน้อยเกือบ 1 ชั่วโมงต่อวัน

เวลาที่ประหยัดได้นี้สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและมูลค่าได้มากกว่า เช่น ผู้ประกอบการมอบหมายให้ AI จัดการเอกสาร แล้วนำเวลาไปทุ่มกับแผนกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงลูกค้าและสร้างรายได้ เทียบเท่ากับการลงทุนจ้างนักการตลาด นักวิเคราะห์ข้อมูล และดีไซเนอร์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำหรับบุคคลทั่วไปอาจใช้เวลาที่เหลือพัฒนาตนเอง นักเรียนและนักศึกษาสามารถทำความเข้าใจทฤษฎีที่ซับซ้อนผ่านการสร้างอินโฟกราฟิก ขณะที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ไม่เคยใช้ Photoshop ก็สามารถสร้างภาพโปรโมชันได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งช่วยต่อยอดทั้งต้นทุนทางความคิด ต้นทุนทางธุรกิจ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้งาน AI ที่มีข้อจำกัด

คำถามสำคัญที่ชวนให้คิดต่อคือ เมื่อ AI ที่เก่งและฉลาดมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับโอกาสและการเติบโต จะมีสักกี่คนที่สามารถเข้าถึงได้ ประเด็นนี้อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังค้นหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดให้กับประชาชน เพราะการเข้าถึง AI ไม่ใช่เรื่องของวันนี้ พรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า แต่เป็นเรื่องของโลกอนาคตที่หลายประเทศกำลังเร่งสร้างทักษะ AI ให้คนในประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ AI อย่างเต็มตัว ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อตัวบุคคลและความสามารถในการถูกจ้างงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถของคนทั้งประเทศด้วย

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap